แชร์

SO OK TRADING Insight: Bullish Momentum! เจาะลึกแนวโน้มโลหะโลก สัปดาห์แห่งการไล่ราคา (24–28 ส.ค. 2026) — โลหะเดือดทั่วโลก! สังกะสีทะลุ 3,800 ดอลลาร์ พร้อมทองแดง–อลูมิเนียม–ดีบุกพุ่งแรง ขณะที่ตะกั่ว–นิเกิลยังอ่อนแรง

อัพเดทล่าสุด: 22 ส.ค. 2026
267 ผู้เข้าชม

โลหะนอกกลุ่มเหล็กเดือด! สังกะสีทะลุ 3,800 ดอลลาร์ – ทองแดง–อลูมิเนียม–ดีบุกพุ่งแรง ขณะที่ตะกั่ว–นิเกิลยังอ่อนแรง

Bullish Momentum! เจาะลึกแนวโน้มทองแดง อลูมิเนียม ดีบุก และสังกะสี สัปดาห์ 24–28 ส.ค. 2026  : SO OK TRADING : 22 AUG 2026 

-----------------

ภาพรวมตลาด

ตลาดโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (Non-Ferrous Metals) ในสัปดาห์ 24–28 สิงหาคม 2026 อยู่ในภาวะ “Divergent Market” — โลหะที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี (ทองแดง, อลูมิเนียม, ดีบุก) รวมถึงโลหะที่เผชิญวิกฤตอุปทานเฉียบพลัน (สังกะสี) มีแนวโน้ม วิ่งขึ้นแรง (Strong Bullish) ขณะที่โลหะที่มีอุปทานล้นคลัง (ตะกั่ว, นิเกิล) เคลื่อนไหวแบบ Sideways

------------------
 
ทองแดง (Copper)

ราคายืนเหนือ 14,000 ดอลลาร์/ตัน มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 14,200–14,500
ปัจจัยหนุน: สต็อก LME ลดลงต่อเนื่อง, Cancelled Warrants พุ่งกว่า 35%
ดีมานด์จริงจาก AI Data Center และระบบส่งไฟฟ้าในสหรัฐฯ–ยุโรปยังแข็งแกร่ง

-----------------
 
อลูมิเนียม (Aluminium)

ราคายืนเหนือ 3,200 ดอลลาร์/ตัน พร้อมสัญญาณ Breakout ไปที่ 3,350
ตลาดยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โรงถลุงจำกัดกำลังผลิต
โครงสร้างราคาส่งมอบทันทีแพงกว่าล่วงหน้า (Backwardation) สะท้อนภาวะตึงตัว

-----------------
 
สังกะสี (Zinc)

ราคาทะลุ 3,823 ดอลลาร์/ตัน ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบหลายเดือน

ปัจจัยหนุน:

สต็อก LME ลดต่ำกว่า 95,000 ตัน
ค่าธรรมเนียมการถลุง (TC) ติดลบเป็นประวัติการณ์
ILZSG ปรับคาดการณ์ปี 2026 เป็น ขาดดุล 29,000 ตัน
หากยืนเหนือ 3,805 ได้ มีโอกาสเร่งขึ้นไป 3,860–3,900 ดอลลาร์

------------------
 
ดีบุก (Tin)

ราคาตั้งลำขึ้นทดสอบ 34,000–35,500 ดอลลาร์/ตัน
อุปทานขาดแคลนจากอินโดนีเซียและเมียนมา
ดีมานด์จาก Semiconductor และชิป AI พุ่งสูง

-----------------
 
ตะกั่ว (Lead)

ราคาล่าสุด ~1,901 ดอลลาร์/ตัน เคลื่อนไหว Sideways
สต็อก LME สูงกว่า 410,000 ตัน
ดีมานด์จากแบตเตอรี่รถยนต์แบบดั้งเดิมทรงตัว
โครงสร้างตลาดอยู่ในภาวะ Contango

-----------------
 
นิเกิล (Nickel)

ราคาล่าสุด ~16,000 ดอลลาร์/ตัน
อุปทาน Class 2 จากอินโดนีเซียยังล้นตลาด
แนวโน้ม Sideways Low ฟื้นตัวได้จำกัด

-----------------
 
⚠️ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

คลังสินค้า LME ตึงตัว – หาก Cancelled Warrants ยังพุ่งสูง ราคามีโอกาสถูกบีบขึ้นต่อ
ต้นทุนพลังงานยุโรป – ค่าแก๊สและไฟฟ้าที่ผันผวนอาจบีบโรงถลุงให้หยุดผลิต
นโยบายจีน – การควบคุมการส่งออกโลหะเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นตัวแปรสำคัญ

------------------
 
ทองแดง/อลูมิเนียม/ดีบุก: แบ่งไม้ซื้อล่วงหน้า 30–50%
สังกะสี: รีบล็อกราคาทันที เสี่ยงโดน Short Squeeze ดันไปถึง 3,900–4,000
ตะกั่ว: ทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging)
นิเกิล: ซื้อหน้างานเป็นหลัก

------------------

OUTLOOK & PRICE SUMMARY – Non-Ferrous Metals (24–28 ส.ค. 2026)

ภาพรวมตลาด

ตลาดโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (LME) สัปดาห์นี้อยู่ในภาวะ Divergent Market — โลหะที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี (ทองแดง, อลูมิเนียม, ดีบุก) รวมถึงโลหะที่เผชิญวิกฤตอุปทานเฉียบพลัน (สังกะสี) มีแนวโน้ม Bullish รุนแรง ขณะที่โลหะที่มีอุปทานล้นคลัง (ตะกั่ว, นิเกิล) เคลื่อนไหวแบบ Sideways
 
ราคาปัจจุบันและแนวโน้มรายตัว
สังกะสี (Zinc): 3,823 ดอลลาร์/ตัน → Strong Bullish, แนวต้าน 3,860–3,900
ทองแดง (Copper): ~14,000+ ดอลลาร์/ตัน → Bullish Bias, แนวต้าน 14,200–14,500
อลูมิเนียม (Aluminium): ~3,200+ ดอลลาร์/ตัน → Breakout Potential, แนวต้าน 3,350
ดีบุก (Tin): ~33,000+ ดอลลาร์/ตัน → Bullish, แนวต้าน 34,000–35,500
ตะกั่ว (Lead): ~1,901 ดอลลาร์/ตัน → Sideways, แนวต้าน 1,920–1,950
นิเกิล (Nickel): ~16,000+ ดอลลาร์/ตัน → Sideways Low, แนวต้าน 16,500
 
⚠️ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด
คลังสินค้า LME ตึงตัว – สังกะสีและทองแดงเสี่ยงโดน Short Squeeze
ต้นทุนพลังงานยุโรป – โรงถลุงอลูมิเนียม/สังกะสีอาจหยุดผลิต
นโยบายจีน – การควบคุมการส่งออกโลหะเชิงยุทธศาสตร์
 
 
สรุปสั้น ๆ: ตลาดโลหะโลกกำลังแตกขั้ว — โลหะพลังงานสะอาดและสังกะสีพุ่งแรง ขณะที่ตะกั่ว–นิเกิลยังทรงตัวในกรอบแคบ

--------------------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE 

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

FACEBOOK : SO OK TRADING

-------------------

SO OK TRADING : ตัวจริงในธุรกิจ NON FERROUS 


บทความที่เกี่ยวข้อง
“Rare Earth Recycling: พลิกโฉมพลังงานสะอาด กุญแจสู่อนาคตด้วย Neodymium & Dysprosium”
♻️ การรีไซเคิลแร่หายาก Neodymium และ Dysprosium: อุตสาหกรรมแห่งอนาคต SO OK TRADING | 20 กรกฎาคม 2026 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีไฟฟ้า แร่หายากอย่าง Neodymium (Nd) และ Dysprosium (Dy) กลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ — ตั้งแต่ มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV), กังหันลม, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, ไปจนถึง ลำโพงและหูฟังคุณภาพสูง การรีไซเคิลแร่หายากเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการทำเหมืองและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังช่วย ประหยัดพลังงานได้มากกว่า 60–80% และสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว เทคโนโลยีรีไซเคิลยุคใหม่ เช่น Hydrometallurgy, Pyrometallurgy และ HPMS (Hydrogen Processing of Magnet Scrap) กำลังเปลี่ยนวิธีการจัดการทรัพยากรให้สะอาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยกว่า 10–15% ต่อปี (2026–2035) ประเทศไทยเองกำลังเริ่มขยับเข้าสู่เวทีนี้อย่างจริงจัง ทั้งจากงานวิจัยของ กพร., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นในการพัฒนาโรงงานรีไซเคิลแม่เหล็กจากมอเตอร์ EV และการเปิดเหมือง Chatree REE ที่คาดว่าจะสามารถป้อนวัตถุดิบได้ถึง 5% ของความต้องการโลกภายในปี 2026 อุตสาหกรรมรีไซเคิลแร่หายากจึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม” อีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานสะอาด” ที่จะกำหนดอนาคตของโลกและประเทศไทยในทศวรรษหน้า SO OK TRADING FAST • SHARP • RELIABLE
20 ก.ค. 2026
“เศษอลูมิเนียม = ทองคำใหม่แห่งโลกรีไซเคิล : พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่สินทรัพย์ระดับโลก — Aluminum Scrap 2026”: SO OK TRADING: 30 MAY 2026
เศษอลูมิเนียม: จากของเก่า สู่สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน SO OK TRADING | 30 พฤษภาคม 2026 เศษอลูมิเนียมที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเพียง “ของเหลือใช้” วันนี้กลับกลายเป็น วัตถุดิบพรีเมียมที่ทั่วโลกแย่งชิง ราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี และถูกยกให้เป็น “ทองคำใหม่” ของอุตสาหกรรมรีไซเคิลและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุคที่โลกกำลังเดินหน้าสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดคาร์บอน (Decarbonization) เศษอลูมิเนียมจึงไม่ใช่แค่เศษโลหะอีกต่อไป แต่คือ สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยลดพลังงานได้ถึง 95% เมื่อเทียบกับการถลุงใหม่ และเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตวัสดุน้ำหนักเบาในรถยนต์ไฟฟ้า ตลาดโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว — จากมูลค่า 56.77 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 สู่ 91.49 พันล้านดอลลาร์ในปี 2034 โดยเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งสูงสุดกว่า 39% และประเทศไทยเองก็อยู่ในจุดที่น่าจับตามอง
30 พ.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy