แชร์

“แนฟทาเดือด! วิกฤตฮอร์มุซสะเทือนโลกพลังงาน – SO OK INSIGHT: บทเรียนซัพพลายเชนโลก 2026”

อัพเดทล่าสุด: 20 เม.ย. 2026
139 ผู้เข้าชม

วิกฤตตะวันออกกลาง – แนฟทาเดือดสะเทือนโลก : กับช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดๆเปิดๆ : 20 APR 2026 : สถานการณ์ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง : ลุ้นการเจรจารอบ 2 ที่อิสลามาบัดเร็วๆนี้

------------

ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกบีบ
การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เข้าสู่วันที่ 50 และยังไม่มีทีท่าจะยุติลง การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและแนฟทาหยุดชะงักทันที ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน ค่าระวางเรือดีดตัวสูง และตลาดการเงินทั่วเอเชียอยู่ในโหมดเฝ้าระวังเต็มที่

แม้จะมีการเปิดช่องแคบชั่วคราว แต่เรือที่ผ่านได้มีเพียง 19–35 ลำ ก่อนจะถูกปิดอีกครั้งพร้อมคำขู่ยิงเรือทุกลำที่เข้าใกล้ บรรยากาศการเดินเรือจึงยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง

------------
 
⛽ แนฟทา: วัตถุดิบต้นน้ำที่ขาดแคลน

แนฟทาเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก เมื่อขาดแคลน โรงงานในไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ต้องลดกำลังผลิตลง 20–30% หรือหยุดเดินเครื่องชั่วคราว หลายบริษัทใหญ่ประกาศ Force Majeure เพราะไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามแผน

ราคาพุ่งแรง: แนฟทาขึ้นกว่า 18% ในสัปดาห์เดียว ขณะที่เม็ดพลาสติกแพงขึ้นถึง 37% ส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้างทั่วภูมิภาค

-----------
 
ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้: เผชิญวิกฤตหนักที่สุด

โรงงานยักษ์ Mitsubishi Chemical และ Yeochun NCC เริ่มหยุดผลิต

สินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่ถุงพลาสติกไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์เริ่มขาดตลาด

กลุ่มยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์เสี่ยงสะดุดจากการขาดชิ้นส่วน

รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องออกมาตรการฉุกเฉิน เช่น ห้ามกักตุนสารปิโตรเคมี และระงับการส่งออกแนฟทา พร้อมจับมือกันหาพลังงานทางเลือก แม้จะมีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ก็ตาม

 ------------

ไทย: เรือ SCG หลุดมาได้หนึ่งลำ แต่ยังไม่พอ

ข่าวดีคือเรือบรรทุกแนฟทาของ SCG หลุดออกมาได้หนึ่งลำ ช่วยประคองการผลิตต่อไปได้ราว 7–10 วัน และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่ในเชิงโครงสร้างยังไม่เพียงพอ เพราะความต้องการมหาศาลและต้นทุนยังสูงลิ่ว

------------
 
❓ ทำไมแนฟทาจากแหล่งอื่นถึงแทนไม่ได้ทันที

แม้โลกจะมีผู้ผลิตแนฟทาหลายแห่ง แต่ปัญหาคือ “ปริมาณไม่พอ” และ “สเปกไม่ตรง”

สหรัฐฯ: ผลิตจาก Shale Gas ได้มาก แต่ระยะทางไกล ใช้เวลาเดินเรือกว่า 30–40 วัน และค่าขนส่งสูงมาก

อินเดีย: มีโรงกลั่นใหญ่ แต่เริ่มกักตุนไว้ใช้เองเพื่อความมั่นคง

รัสเซีย: มีปริมาณมาก แต่ติดปัญหาคว่ำบาตร ทำให้ธุรกรรมการเงินและการหาเรือขนส่งทำได้ยาก

แอฟริกาเหนือ (แอลจีเรีย/ลิเบีย): ส่งออกได้บ้าง แต่ปริมาณน้อย ไม่พอทดแทนความต้องการมหาศาลของเอเชีย
คุณภาพ (Grade): โรงงานในญี่ปุ่นและเกาหลีถูกออกแบบมาใช้ Paraffinic Naphtha จากตะวันออกกลาง ซึ่งให้ผลผลิตเอทิลีนสูง หากเปลี่ยนไปใช้แนฟทาจากแหล่งอื่นที่มีส่วนผสมต่างกัน อาจต้องปรับเครื่องจักรและได้ผลผลิตที่คุ้มทุนน้อยลง

ค่าระวางเรือ: เมื่อทุกประเทศแห่ไปซื้อจากที่ไกลๆ ความต้องการเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงจนค่าขนส่งอาจแพงกว่าตัวสินค้าเอง

------------

ตะวันออกกลางคือแหล่งแนฟทาหลักที่โลกยังขาดไม่ได้

แหล่งอื่นมี แต่ไม่สามารถทดแทนได้ทันที ทั้งเรื่องปริมาณ คุณภาพ และต้นทุน
ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงซัพพลายเชนสะดุด หากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อเนื่อง

“แนฟทาโลกไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือเกมคุณภาพ ปริมาณ และความเสี่ยงที่ไม่มีใครแทนตะวันออกกลางได้ทันที”

------------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ 

SO OK TRADING:  FAST SHARP RELIABLE

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

FACEBOOK : SO OK TRADING

------------

ขอบคุณที่ติดตามครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
อะลูมิเนียมเปลี่ยนเกม: จากกระป๋องสู่ Circular Economy สู่บรรจุภัณฑ์สีเขียวมาตรฐานใหม่ -บทความโดย SO OK TRADING : 28 MARCH 2026
Aluminium Packaging: บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตที่ยั่งยืน โดย SO OK TRADING | 28 มีนาคม 2026 ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วย Circular Economy และเป้าหมาย Net Zero — อะลูมิเนียมไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค ✅ รีไซเคิลได้ 100% โดยไม่สูญเสียคุณภาพ ✅ น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ลดต้นทุนขนส่ง ✅ รองรับมาตรการ CBAM และการลด Carbon Footprint บทความนี้เจาะลึกเทรนด์บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมทั่วโลกและในไทย พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของผู้ผลิตในยุคที่ “ราคา” ไม่ใช่ตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว แต่ “ความเขียว” คือหัวใจของการแข่งขัน
28 มี.ค. 2026
จับตาค่าเงินบาทวีค 26/1/2026 - 31/1/2026  หลังทองทะลุ 5,000 USD/Onz บทความจาก SO OK TRADING
ทองทะลุ 5,000 USD/Onz , เงินจวนเจียน 105 USD/Onz นักลงทุนหนีจากดอลลาร์สหรัฐมาเก็บเงินในโลหะมีค่า จับตาค่าเงินว่าจะไปในทิศทางไหน และ จะมีผลต่อผู้ส่งออก และ นำเข้าอย่างไร เช้าวันที่ 26 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.00–31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ ได้แก่: - USD/THB: 31.00–31.08 - JPY/THB: 100 เยน ≈ 19.80–20.00 บาท - EUR/THB: ≈ 36.38 บาท - CNY/THB: ≈ 4.44 บาท
26 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy