Wood Pellets: จากเศษไม้สู่พลังงานแห่งอนาคต : จากแกลบสู่กิโลวัตต์ — เม็ดไม้ไทยเปลี่ยนเศษวัสดุให้มีค่า บทความโดย SO OK TRADING
อัพเดทล่าสุด: 10 ก.พ. 2026
1497 ผู้เข้าชม

Wood Pellets: พลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคตที่ไทยกำลังสร้าง
เม็ดไม้ (Wood Pellets) คือเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่ผลิตจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมไม้ เช่น ขี้เลื่อย แกลบ ฟาง หรือกะลาปาล์ม ผ่านกระบวนการบด ลดความชื้น และอัดเป็นแท่งทรงกระบอก โดยใช้ลิกนินธรรมชาติในเนื้อไม้เป็นตัวประสาน ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเด่นทั้ง ค่าความร้อนสูง ความชื้นต่ำ ขี้เถ้าน้อย และขนาดสม่ำเสมอ
นี่คือเหตุผลที่เม็ดไม้ถูกมองว่าเป็น “พระเอก” ของพลังงานหมุนเวียนในยุคที่โลกกำลังเดินหน้าสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero
คุณสมบัติสำคัญ
ค่าความร้อนสูง: 4,000–4,300 กิโลแคลอรี/กก.
ความชื้นต่ำ: <10% ทำให้เผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ
ขี้เถ้าน้อย: <3–4% ลดภาระการทำความสะอาด
ขนาดมาตรฐาน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 6–10 มม. ยาว 3–6 ซม. เหมาะกับระบบอัตโนมัติ
⚙️ การใช้งานหลัก
ภาคอุตสาหกรรม
ใช้ใน Boiler ของโรงงานอาหาร สิ่งทอ กระดาษ และเคมีภัณฑ์
ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและน้ำมันเตา
คุ้มค่าเพราะมีความหนาแน่นสูงและเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพ
การผลิตไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้เม็ดไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก
การเผาไหม้ร่วม (Co-firing) กับถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะของ กฟผ.
ครัวเรือนและชุมชน
เตาชีวมวลใช้แทนก๊าซหุงตมหรือถ่านไม้
เตา Pellet Grill สำหรับบาร์บีคิวและรมควันอาหาร
วัสดุรองนอนสัตว์ ดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ดี
การส่งออก
ไทยเป็นผู้ผลิตรายสำคัญในอาเซียน
ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่มีความต้องการสูงเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
แนวโน้มและโอกาส
ตลาดในประเทศ: คาดว่ามูลค่าตลาดเม็ดไม้ในไทยจะเพิ่มขึ้นแตะ 8,000 ล้านบาทในปี 2568 จากเพียง 1,300 ล้านบาทในปี 2564
Carbon Neutrality: เม็ดไม้ถูกมองเป็นเชื้อเพลิงหลักในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608
การเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิง: โรงงานใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากฟอสซิลมาใช้เม็ดไม้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
นวัตกรรมใหม่: การพัฒนา Black Pellets ที่มีค่าความร้อนสูงกว่าเม็ดไม้ทั่วไปและสามารถทดแทนถ่านหินได้เกือบ 100%
ตลาดส่งออกโตแรง: ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดหลัก โดยเกาหลีใต้ครองสัดส่วนกว่า 80% ของการส่งออกไทย
ความท้าทาย
วัตถุดิบ: ต้องบริหารจัดการไม้ยางพารา ไม้โตเร็ว และเศษวัสดุทางการเกษตรให้เพียงพอ
มาตรฐานสากล: ต้องได้รับการรับรอง FSC หรือ ENplus เพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นและยุโรป
การแข่งขัน: ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่และมีต้นทุนต่ำกว่า
ราคาโลกผันผวน: ญี่ปุ่นจ่ายสูงกว่า (140–146 USD/ตัน) เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ (100–104 USD/ตัน) เพราะข้อกำหนดคุณภาพเข้มงวดกว่า
SO OK TRADING: สะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก SO OK TRADING ยืนหยัดเป็นผู้ส่งออกสินค้าพรีเมียมจากไทย ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้คุณภาพสูง ข้าวไทย โลหะ และพลังงานสะอาดอย่าง Wood Pellets
เม็ดไม้ (Wood Pellets) คือเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่ผลิตจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมไม้ เช่น ขี้เลื่อย แกลบ ฟาง หรือกะลาปาล์ม ผ่านกระบวนการบด ลดความชื้น และอัดเป็นแท่งทรงกระบอก โดยใช้ลิกนินธรรมชาติในเนื้อไม้เป็นตัวประสาน ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเด่นทั้ง ค่าความร้อนสูง ความชื้นต่ำ ขี้เถ้าน้อย และขนาดสม่ำเสมอ
นี่คือเหตุผลที่เม็ดไม้ถูกมองว่าเป็น “พระเอก” ของพลังงานหมุนเวียนในยุคที่โลกกำลังเดินหน้าสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero
คุณสมบัติสำคัญ
ค่าความร้อนสูง: 4,000–4,300 กิโลแคลอรี/กก.
ความชื้นต่ำ: <10% ทำให้เผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ
ขี้เถ้าน้อย: <3–4% ลดภาระการทำความสะอาด
ขนาดมาตรฐาน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 6–10 มม. ยาว 3–6 ซม. เหมาะกับระบบอัตโนมัติ
⚙️ การใช้งานหลัก
ภาคอุตสาหกรรม
ใช้ใน Boiler ของโรงงานอาหาร สิ่งทอ กระดาษ และเคมีภัณฑ์
ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและน้ำมันเตา
คุ้มค่าเพราะมีความหนาแน่นสูงและเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพ
การผลิตไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้เม็ดไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก
การเผาไหม้ร่วม (Co-firing) กับถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะของ กฟผ.
ครัวเรือนและชุมชน
เตาชีวมวลใช้แทนก๊าซหุงตมหรือถ่านไม้
เตา Pellet Grill สำหรับบาร์บีคิวและรมควันอาหาร
วัสดุรองนอนสัตว์ ดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ดี
การส่งออก
ไทยเป็นผู้ผลิตรายสำคัญในอาเซียน
ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่มีความต้องการสูงเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
แนวโน้มและโอกาส
ตลาดในประเทศ: คาดว่ามูลค่าตลาดเม็ดไม้ในไทยจะเพิ่มขึ้นแตะ 8,000 ล้านบาทในปี 2568 จากเพียง 1,300 ล้านบาทในปี 2564
Carbon Neutrality: เม็ดไม้ถูกมองเป็นเชื้อเพลิงหลักในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608
การเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิง: โรงงานใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากฟอสซิลมาใช้เม็ดไม้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
นวัตกรรมใหม่: การพัฒนา Black Pellets ที่มีค่าความร้อนสูงกว่าเม็ดไม้ทั่วไปและสามารถทดแทนถ่านหินได้เกือบ 100%
ตลาดส่งออกโตแรง: ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดหลัก โดยเกาหลีใต้ครองสัดส่วนกว่า 80% ของการส่งออกไทย
ความท้าทาย
วัตถุดิบ: ต้องบริหารจัดการไม้ยางพารา ไม้โตเร็ว และเศษวัสดุทางการเกษตรให้เพียงพอ
มาตรฐานสากล: ต้องได้รับการรับรอง FSC หรือ ENplus เพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นและยุโรป
การแข่งขัน: ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่และมีต้นทุนต่ำกว่า
ราคาโลกผันผวน: ญี่ปุ่นจ่ายสูงกว่า (140–146 USD/ตัน) เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ (100–104 USD/ตัน) เพราะข้อกำหนดคุณภาพเข้มงวดกว่า
SO OK TRADING: สะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก SO OK TRADING ยืนหยัดเป็นผู้ส่งออกสินค้าพรีเมียมจากไทย ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้คุณภาพสูง ข้าวไทย โลหะ และพลังงานสะอาดอย่าง Wood Pellets
บทความที่เกี่ยวข้อง
เกร็ดความรู้ เชื้อเพลิงชีวภาพ ในภาคอุตสาหกรรม การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคอุตสาหกรรมช่วยลดต้นทุนและมลภาวะ โดยนำวัตถุดิบทางการเกษตร (เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด) ของเสียจากโรงงาน (เช่น น้ำเสีย) และพืชพลังงาน (เช่น สาหร่าย) มาผลิตเป็นพลังงานชีวมวล (เม็ดเชื้อเพลิง) ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ไบโอดีเซล และเอทานอล เพื่อใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในหม้อไอน้ำ โรงไฟฟ้า และยานยนต์ ซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG ลดการพึ่งพาพลังงานภายนอก และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน.
ประโยชน์หลัก:
ลดต้นทุนและพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล: แทนที่ถ่านหิน น้ำมันเตา ด้วยพลังงานหมุนเวียน.
ลดมลพิษ: ลดฝุ่น PM 2.5 กลิ่น และก๊าซเรือนกระจก.
เพิ่มมูลค่าเกษตรกรรม: สร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเหลือใช้ (Zero Burn).
สร้างความมั่นคงทางพลังงาน: เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ.
รูปแบบการใช้งานในอุตสาหกรรม:
เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass Fuel): นำฟางข้าว ซังข้าวโพด กากอ้อย มาอัดเป็นเม็ด (Energy Pellet) ใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อเผาของโรงงาน (เช่น โรงงานปูนซีเมนต์).
ก๊าซชีวภาพ (Biogas): เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย หรือของเสียจากโรงงานและฟาร์มสัตว์ นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าหรือทดแทนแก๊ส LPG ได้.
ไบโอดีเซล (Biodiesel) และเอทานอล (Ethanol): ผลิตจากพืชน้ำมัน (ปาล์ม) และพืชหัว (มันสำปะหลัง อ้อย) ใช้ผสมในน้ำมันดีเซลและเบนซิน (แก๊สโซฮอล์).
พลังงานจากสาหร่าย (Algae Biofuel): สาหร่ายเติบโตเร็ว ดูดซับคาร์บอนได้ดี นำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ.
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ใช้:
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์/ก่อสร้าง: ใช้ชีวมวล (ฟางข้าว) แทนถ่านหิน.
อุตสาหกรรมอาหาร: ใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียเป็นพลังงาน.
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพ (Bio-based Industry): ใช้พืชผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสารเคมี, PLA (Polylactic Acid).
การพัฒนาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นส่วนสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ.
การพัฒนาเพื่อการ เชื้อเพลิงชีวภาพ มีหลากหลายประเภท ทั้งไม้สับ ไม้อัดแท่ง ไม้อัดแท่งสีดำ กะลาปาล์ม กะลามะพร้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร ช่วยลดมลพิษ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน.
7 ธ.ค. 2025
Refuse Derived Fuel : RDF โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า เชื้อเพลิงขยะ แต่สำหรับคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนช. เรียกว่า ก้อนเชื้อเพลิงขยะ และได้มีการพิจารณาศึกษา RDF ซึ่งเป็นประโยชน์กับการจัดการขยะชุมชน รวมทั้งขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ขยะอันตราย ซึ่งมีการทิ้งปะปนกันจนแยกออกได้ยาก จึงขออนุญาตสรุปเนื้อหาของผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการพร้อมแนวคิดจากประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการขยะแบบไทยๆ ดังนี้
การผลิต RDF เป็นแนวทางที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรป เช่น เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ ฯลฯ
ทั้งขยะใหม่และขยะเก่าที่ตกค้างในบ่อฝังกลบ สามารถนำมาผลิต RDF ได้ดี
การผลิต RDF สามารถทำได้โดยเทคโนโลยีคนไทย เครื่องจักรผลิตในไทย ไปจนถึงการนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงจากต่างประเทศในกรณีที่ต้องการผลิตจำนวนมากๆ ตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป
เมื่อปี พ.ศ. 2557 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ศึกษาพื้นที่ศักยภาพเบื้องต้นว่า มีการผลิต RDF ไม่น้อยกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ
จากการสำรวจพื้นที่ผลิต RDF 21 แห่ง ใน 15 จังหวัด พบว่ามีการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสู่ชุมชน 570 ล้านบาท สามารถคืนทุนได้ในเวลา 10-13 ปี
ราคาขายของ RDF เริ่มต้นตันละ 500-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและค่าความร้อนของ RDF (ปกติอยู่ระหว่าง 3,000-5,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม)
ปัญหาของการผลิต RDF ก็คือ ตลาด ซึ่งมีผู้ซื้อน้อยราย ความต้องการใช้ RDF น้อยกว่าปริมาณที่มีการผลิต อีกทั้งจุดรับซื้อมีเพียงไม่กี่จุดทั่วประเทศ เท่าที่มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์
จากการที่มีการผลิต RDF จากบ่อฝังกลบและจากขยะใหม่ในปริมาณมาก RDF จึงล้นตลาดจนราคาซื้อขายไม่คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงขยะส่วนใหญ่ก็มีภาระในการจัดการขยะตามสัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อราคาตํ่ามากๆ ทำให้เชื้อเพลิง RDF ถูกนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น สมาคมการค้าพลังงานขยะ จึงได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ให้มีการสนับสนุนยกระดับเชื้อเพลิงขยะให้เป็นเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดธุรกิจการค้าที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมกันนี้ทางสมาคมการค้าพลังงานขยะ ยังได้มีเสนอแนวทางการจัดประเภทของ RDF ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย เพื่อสะดวกต่อการส่งเสริมของภาครัฐและสามารถกำหนดราคาซื้อขายได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ประเภท กระบวนการผลิตเชื้อเพลิง (Method of Manufacture) กลุ่มลูกค้าที่ใช้ RDF
RDFRDF – 1 RDF เกรดพรีเมียม (Solid Recovered Fuel : SRF) ผ่านการย่อย-คัดแยกชนิด และขนาดด้วยเครื่องจักร มีขนาด RDF 50-100 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม
RDF – 2 RDF คุณภาพสูง ผ่านเครื่องย่อย-คัดแยกชนิดและขนาด RDF มีขนาด 90-150 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และเป็นเชื้อเพลิงเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล
RDF – 3 RDF คุณภาพปานกลาง ผ่านการย่อยและคัดแยกเบื้องต้น ขนาด RDF 200-300 มิลลิเมตร ค่าความร้อนปานกลาง-สูง โรงไฟฟ้าขยะทั่วไป
RDF – 4 RDF จากบ่อฝังกลบ ผ่านการร่อนด้วยเครื่องจักร แยกดินออก RDF มีขนาดใหญ่เล็กตามสภาพ ต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพก่อนใช้เป็นเชื้อเพลิง ลูกค้าที่มีระบบปรับปรุงคุณภาพขยะ
ขอยกตัวอย่างบทสรุปจากสมุดปกขาว “เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทางออกของการจัดการขยะชุมชน”
1. โรงงานปูนซีเมนต์ทั้ง 4 แห่งในประเทศไทย ที่รับซื้อ RDF ในพื้นที่มีไม่ทั่วถึงเพียงพอที่จะรับขยะชุมชน
2. ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ไม่มีโรงงานปูนซีเมนต์ตั้งอยู่
3. ราคาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล มีผลต่อราคาและการรับซื้อ RDF
4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ไม่รู้วิธีการผลิต RDF ให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ได้ราคาดี
5. รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/ชุมชนผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF ที่มีคุณภาพโดยผ่านการทำสัญญาแบบ Supply Chain ในระยะยาว และสร้างระบบประกันคุณภาพและราคาขาย รวมทั้งค่าขนส่งสามารถปรับตามราคาเชื้อเพลิง
6. การผลิต RDF มุ่งเน้นการกำจัดขยะที่ตกค้างและเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบ ควรใช้เป็นโอกาสให้มีผลต่อการคัดแยกขยะ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยในอนาคต
7. การผลิต RDF มีผลประโยชน์ร่วมหลายด้าน เช่น ลดปัญหานํ้าเสีย การแพร่ระบาดของโรค สร้างรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ได้พื้นที่ขยะที่ฝังกลบหรือกองทิ้งมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดความขัดแย้ง และเป็นการร่วมกับประชาคมโลกในการลดภาวะโลกร้อน
“ขยะไม่ใช่ทอง แต่เป็นของเสียที่ต้องช่วยกันกำจัด”
RDF 3: Recycling Energy
24 พ.ย. 2025
Lead Bullion & ตลาดแบตเตอรี่: พลังโลหะที่ขับเคลื่อนโลกพลังงานใหม่
ในยุคที่พลังงานและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ตะกั่ว” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ทั่วโลก โดยเฉพาะ Lead Bullion หรือ “ตะกั่วดิบ” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ผ่านกระบวนการถลุงจากแร่กาลีนา (PbS) ก่อนจะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ถึงระดับ 99.97% ตามมาตรฐาน ASTM B29 เพื่อใช้ผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด (Lead-Acid Battery) ที่เราพบเห็นในรถยนต์ ระบบสำรองไฟ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
จากสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ตลาด Lead Bullion กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและรีไซเคิลแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานได้มากถึง 75% และสอดคล้องกับแนวทาง Circular Economy และ ESG ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
ในช่วงปี 2025–2030 โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Secondary Lead — ตะกั่วรีไซเคิลที่มีคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะครองตลาดกว่า 60–70% ของความต้องการทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ผลิตในไทยที่มุ่งสู่การสร้างระบบวงจรปิด (Closed-loop System) เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
7 เม.ย. 2026


