Share

Carbon Credit คืออะไร ใช้งานอย่างไร และ ส่งผลต่อภาพธุรกิจอย่างไร ?

Last updated: 30 Nov 2025
918 Views

** ทำความรู้จักกับ Carbon Credit **
 
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร

คือสิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม (ปกติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ จะเทียบกับสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์) รวมถึง การเก็บกัก หรือ การดูดกลับด้วย จากกิจกรรมหรือโครงการ ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องมีการรับรองโดยหน่วยรับรอง ตามระเบียบหรือวิธีการของทางราชการที่เป็นที่ยอมรับหรือเทียบได้กับระดับสากล โดยประเทศไทยก็มีหน่วยงานชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นองค์การมหาชน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยวิเคราะห์ กลั่นกรอง และรับรองโครงการ   

ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) 
ถูกตั้งขึ้นเพื่อทำการซื้อขายและแลกเปลี่ยนคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ในการบรรลุเป้าหมายขององค์กรที่กำหนดไว้ หรือเพื่อชดเชย (Offset) การปล่อยเมื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การประชุมแบบความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Meeting) เป็นการดำเนินการองค์กรที่มีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น กรณีของประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างกฎหมาย) 

โดยตลาดคาร์บอนมีอยู่ 2 ประเภท คือ ภาคบังคับ ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และภาคสมัครใจ 

ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ตั้งขึ้นจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีรัฐบาลออกกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 


ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ตั้งขึ้นโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally Binding Target) 

 
ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการดำเนินโครงการจะถูกประเมินมูลค่าเป็นจำนวนเงิน (ราคา) ต่อ tCO2eq และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ และการจัดอีเวนต์ 

โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 
1. การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ 

2. ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over the counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด

ปริมาณและมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER
สำหรับคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะได้จากการดำเนินการผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emissions Reduction (T-VER) และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยที่ คาร์บอนเครดิต มีหน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการ T-VER ได้ ต้องเข้าข่ายประเภทโครงการ ดังต่อไปนี้ 
การพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การผลิตหรือใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง 
การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำความร้อนหรือความเย็นเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า ระบบความร้อนหรือระบบความเย็น 
การจัดการในภาคขนส่ง เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการคมนาคมขนส่ง การใช้ยานพาหนะไฮบริด/ไฟฟ้า 
การจัดการของเสีย เช่น การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซมีเทนจากน้ำเสีย การคัดแยกและนำกลับคืนขยะพลาสติก การผลิตปุ๋ย/สารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์ 
การเกษตร เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี การปลูกพืชเกษตรยืนต้น การปลูกป่า/ต้นไม้ เช่น การปลูกป่าอย่างยั่งยืน
การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น 
CCUS เช่น การดักจับ กักเก็บ หรือการใช้ประโยชน์จากก๊าชเรือนกระจก

ประโยชน์คาร์บอนเครดิต 
ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพวกเขาสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่เหลือจากการลดการปล่อยก๊าซได้ ซึ่งนำไปสู่รายได้เพิ่มเติม 
สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด คาร์บอนเครดิตเป็นแรงผลักดันให้มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากโครงการเหล่านี้จะได้รับคาร์บอนเครดิตจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 
ส่งเสริมการปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้ โครงการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าไม้สามารถรับคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในป่าไม้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้มีการดำเนินโครงการเพิ่มมากขึ้น 
สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ตลาดคาร์บอนเครดิตสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ใหม่ๆ ให้กับบริษัทและประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการจ้างงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย 
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกระดับโลกที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกประเทศต้องร่วมกันแก้ไข 

T-VER คืออะไร 

T-VER ย่อมาจาก Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย เป็นกลไกที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมัครใจ และสามารถนำปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น (ที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต T-VER) ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้ 
 
องค์ประกอบสำคัญของ T-VER
วัตถุประสงค์: ส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ ลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ และสนับสนุนการเกิดตลาดคาร์บอนในประเทศ
คาร์บอนเครดิต T-VER: ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากโครงการ T-VER ซึ่งได้รับการรับรองโดย อบก. มีหน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO2eq)
ประโยชน์ร่วม (Co-benefit): นอกจากช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว โครงการ T-VER ยังก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น ลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม, เพิ่มพื้นที่สีเขียว, หรือเพิ่มรายได้แก่ชุมชน
โครงการที่เข้าร่วมได้: ครอบคลุมหลากหลายประเภท เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, พลังงานทดแทน, การจัดการของเสีย, การจัดการภาคขนส่ง, ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว และการเกษตร
ผู้ดำเนินงาน: บริหารจัดการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

การซื้อขาย CARBON CREDIT

การซื้อขายคาร์บอนเครดิตสามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก คือ
การซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (Over-the-Counter: OTC) และการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ซึ่งในประเทศไทยมีศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการ คือ FTIX Exchange โดยการซื้อขายจะใช้หน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO2eq) และราคาจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดและข้อตกลงของแต่ละฝ่าย 




รูปแบบการซื้อขาย 
รูปแบบทวิภาค (Over-the-Counter: OTC):เป็นรูปแบบการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
มีการตกลงเรื่องราคาและปริมาณการซื้อขายกันเอง เมื่อตกลงแล้ว จะดำเนินการโอนคาร์บอนเครดิตผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต

รูปแบบศูนย์ซื้อขาย (Exchange):เป็นรูปแบบการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่าง FTIX Exchange
ระบบจะช่วยจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายให้ เป็นวิธีที่สะดวกและเป็นระบบมากกว่า 

ขั้นตอนการซื้อขาย 
การซื้อขายผ่านระบบทะเบียน:ผู้ขายแจ้งข้อมูลไปยัง อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) โดยระบุชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนคาร์บอนเครดิตที่ต้องการโอน ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน - อบก. จะตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนคาร์บอนเครดิตให้

การซื้อขายผ่าน FTIX Exchange:ผู้ซื้อและผู้ขายจะทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม
อาจจะต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มก่อน มีทางเลือกในการใช้บริการนายหน้าซื้อขาย (Broker) หรือตัวแทน 
โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย 

ประโยชน์ของ Carbon Credit ต่อสังคมโลก

คาร์บอนเครดิตมีประโยชน์ต่อสังคมโลกโดยช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการซื้อขาย ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียนและการปลูกป่า นอกจากนี้ ยังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ บรรลุเป้าหมาย Net Zero สร้างรายได้จากการขายเครดิตส่วนเกิน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 
 
ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิตต่อสังคมโลก
แก้ไขปัญหาโลกร้อน: เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ส่งเสริมการลงทุนสีเขียว: กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเทคโนโลยีสะอาด
สนับสนุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม: ส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน เช่น การปลูกป่า
ช่วยองค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero: เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรและประเทศต่าง ๆ สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์
สร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: องค์กรที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้มากกว่าเป้าหมาย จะมีคาร์บอนเครดิตส่วนเกินที่สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ และยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนและผู้บริโภคที่ใส่ใจความยั่งยืน
เพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม: การมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิตแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมขององค์กร ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้น

*** สรุป CARBON CREDIT : ตัวช่วยธุรกิจสู่ความยั่งยืน ***

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บไว้ ไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง สำหรับคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะได้จากการดำเนินการผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emissions Reduction (T-VER) และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยที่ คาร์บอนเครดิต มีหน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)
 
 ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการดำเนินโครงการจะถูกประเมินมูลค่าเป็นจำนวนเงิน (ราคา) ต่อ tCO2eq และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ และการจัดอีเวนต์
 
โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการ T-VER ได้ ต้องเข้าข่ายประเภทโครงการ ดังต่อไปนี้


1)การพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การผลิตหรือใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง


2) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำความร้อนหรือความเย็นเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์

3)การเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า ระบบความร้อนหรือระบบความเย็น

4)การจัดการในภาคขนส่ง เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการคมนาคมขนส่ง การใช้ยานพาหนะไฮบริด / ไฟฟ้า

5) การจัดการของเสีย เช่น การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซมีเทนจากน้ำเสีย การคัดแยกและนำกลับคืนขยะพลาสติก การผลิตปุ๋ย / สารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์

6) การเกษตร เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี การปลูกพืชเกษตรยืนต้น 

7) การปลูกป่า / ต้นไม้

8) การอนุรักษ์ / ฟื้นฟูป่า

   
ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) เป็นแหล่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อนำสินค้าที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสำหรับนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับหน่วยงาน องค์กร กิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง โดยการกำหนดราคาคาร์บอนเครดิต อยู่บนพื้นฐานของการคำนึงถึงผลกระทบของการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งต้นทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ตลาดคาร์บอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ตั้งขึ้นจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีรัฐบาลออกกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2) ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ตั้งขึ้นโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally Binding Target)
 
สถานการณ์ตลาดคาร์บอนในประเทศไทย
ตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 โดยปัจจุบันมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 อยู่ในรูปแบบตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ภายใต้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) โดยที่สถิติการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2565 ราคาเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด (พ.ศ. 2565) ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  77 บาทต่อตัน ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของ SME ในการหันมาจัดทำคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://carbonmarket.tgo.or.th/
 
แนวโน้ม ตลาดคาร์บอนเครดิต ของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด
ความต้องการคาร์บอนเครดิตในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากกระแสความตื่นตัวและความมุ่งมั่นทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กรที่มีการตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions และความต้องการคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยในภาคบริการทั้งการจัดอีเวนต์และภาคการท่องเที่ยว
สรุปผลการคาดการณ์ความต้องการคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมชดเชยคาร์บอนประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทยพบว่าจะมีความต้องการรวมประมาณ 182-197 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือมีความต้องการรวมถึงปี ค.ศ. 2030 ที่ 1,823-1,973 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการและ SME ก็ตาม แต่ภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็ควรทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและควรดำเนินธุรกิจที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาส สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างผลตอบแทนในรูปตัวเงินให้กับธุรกิจ อันส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีความยั่งยืนในที่สุด


Related Content
「RDF 将废弃物转化为未来清洁能源 —— 点燃泰国经济,迈向可再生能源时代的核心」   SO OK TRADING:2026年6月13日
RDF – 废弃物燃料与泰国可再生能源的未来 SO OK TRADING|2026年6月13日 ♻️ “垃圾”不再是无用的废弃物,而是未来的能源! RDF(Refuse-Derived Fuel,衍生燃料)是通过对垃圾进行分类和加工,使其适合燃烧,从而产生可持续的热能和电力的燃料。 在全球迈向 净零碳排放(Net Zero Carbon),并且工业界必须适应欧洲 CBAM 碳边境调节机制 的背景下,RDF 已成为泰国能源领域的新答案,既能降低成本,又能减少对煤炭的依赖。
13 Jun 2026
清洁能源里程碑:从选择到产业生存 —— 燃料转型改变未来,泰国以生物质燃料实现减税、碳信用与ESG
清洁能源里程碑:从“选择”到“生存”,泰国工业的未来之路 泰国正在迈向一次重大的能源转型。明确的目标是 2050年实现碳中和,并在 2065年实现净零排放。这不仅仅是减少温室气体排放,更是为泰国经济在全球市场中创造新的竞争力。 如今,像 RDF-3 和 木片(Wood Chip) 这样的“清洁燃料”正在成为转型的核心。不论是替代水泥厂中的煤炭、出口到日本和韩国,还是通过 碳信用 创造新的收入来源,都显示出它们的重要性。 燃料转型不仅仅是能源问题,更是战略价值: - 通过 BOI 政策享受税收优惠 - 避免欧盟 CBAM(碳边境调节机制)的壁垒 - 通过碳信用创造新的收入 - 强化 ESG 与可持续发展的品牌形象
20 Feb 2026
「生物质革命:木质颗粒燃料引领清洁能源,重塑亚洲工业未来」
生物质木颗粒:未来的清洁能源 SO OK TRADING : 2026年6月8日 全球正在加速迈向 碳中和 (Carbon Neutrality) 和减少温室气体排放的目标。 在这一趋势下,木颗粒燃料(生物质压缩燃料) 已经从“替代燃料”升级为工业、发电厂和家庭中至关重要的“主要燃料”。 从工厂蒸汽锅炉、发电厂的协同燃烧,到欧洲和北美家庭的取暖,木颗粒正在成为新时代清洁能源的核心。 在泰国,市场仍处于起步阶段,但潜力巨大。凭借丰富的农业资源和生产能力,泰国有望在未来成为出口的重要力量,尤其是日本市场对高品质木颗粒的需求正在快速增长,并要求长期供应合同和国际可持续性认证。 随着韩国市场逐渐放缓,日本已成为亚洲木颗粒市场的“新支柱”,为泰国生产商提供了巨大的商业机会。 清洁能源的未来已经开始,而木颗粒正是推动世界走向可持续发展的关键
8 Jun 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy