Share

Carbon Credit คืออะไร ใช้งานอย่างไร และ ส่งผลต่อภาพธุรกิจอย่างไร ?

Last updated: 30 Nov 2025
1134 Views

** ทำความรู้จักกับ Carbon Credit **
 
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร

คือสิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม (ปกติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ จะเทียบกับสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์) รวมถึง การเก็บกัก หรือ การดูดกลับด้วย จากกิจกรรมหรือโครงการ ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องมีการรับรองโดยหน่วยรับรอง ตามระเบียบหรือวิธีการของทางราชการที่เป็นที่ยอมรับหรือเทียบได้กับระดับสากล โดยประเทศไทยก็มีหน่วยงานชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นองค์การมหาชน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยวิเคราะห์ กลั่นกรอง และรับรองโครงการ   

ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) 
ถูกตั้งขึ้นเพื่อทำการซื้อขายและแลกเปลี่ยนคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ในการบรรลุเป้าหมายขององค์กรที่กำหนดไว้ หรือเพื่อชดเชย (Offset) การปล่อยเมื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การประชุมแบบความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Meeting) เป็นการดำเนินการองค์กรที่มีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น กรณีของประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างกฎหมาย) 

โดยตลาดคาร์บอนมีอยู่ 2 ประเภท คือ ภาคบังคับ ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และภาคสมัครใจ 

ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ตั้งขึ้นจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีรัฐบาลออกกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 


ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ตั้งขึ้นโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally Binding Target) 

 
ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการดำเนินโครงการจะถูกประเมินมูลค่าเป็นจำนวนเงิน (ราคา) ต่อ tCO2eq และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ และการจัดอีเวนต์ 

โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 
1. การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ 

2. ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over the counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด

ปริมาณและมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER
สำหรับคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะได้จากการดำเนินการผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emissions Reduction (T-VER) และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยที่ คาร์บอนเครดิต มีหน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการ T-VER ได้ ต้องเข้าข่ายประเภทโครงการ ดังต่อไปนี้ 
การพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การผลิตหรือใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง 
การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำความร้อนหรือความเย็นเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า ระบบความร้อนหรือระบบความเย็น 
การจัดการในภาคขนส่ง เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการคมนาคมขนส่ง การใช้ยานพาหนะไฮบริด/ไฟฟ้า 
การจัดการของเสีย เช่น การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซมีเทนจากน้ำเสีย การคัดแยกและนำกลับคืนขยะพลาสติก การผลิตปุ๋ย/สารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์ 
การเกษตร เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี การปลูกพืชเกษตรยืนต้น การปลูกป่า/ต้นไม้ เช่น การปลูกป่าอย่างยั่งยืน
การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น 
CCUS เช่น การดักจับ กักเก็บ หรือการใช้ประโยชน์จากก๊าชเรือนกระจก

ประโยชน์คาร์บอนเครดิต 
ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพวกเขาสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่เหลือจากการลดการปล่อยก๊าซได้ ซึ่งนำไปสู่รายได้เพิ่มเติม 
สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด คาร์บอนเครดิตเป็นแรงผลักดันให้มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากโครงการเหล่านี้จะได้รับคาร์บอนเครดิตจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 
ส่งเสริมการปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้ โครงการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าไม้สามารถรับคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในป่าไม้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้มีการดำเนินโครงการเพิ่มมากขึ้น 
สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ตลาดคาร์บอนเครดิตสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ใหม่ๆ ให้กับบริษัทและประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการจ้างงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย 
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกระดับโลกที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกประเทศต้องร่วมกันแก้ไข 

T-VER คืออะไร 

T-VER ย่อมาจาก Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย เป็นกลไกที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมัครใจ และสามารถนำปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น (ที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต T-VER) ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้ 
 
องค์ประกอบสำคัญของ T-VER
วัตถุประสงค์: ส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ ลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ และสนับสนุนการเกิดตลาดคาร์บอนในประเทศ
คาร์บอนเครดิต T-VER: ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากโครงการ T-VER ซึ่งได้รับการรับรองโดย อบก. มีหน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO2eq)
ประโยชน์ร่วม (Co-benefit): นอกจากช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว โครงการ T-VER ยังก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น ลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม, เพิ่มพื้นที่สีเขียว, หรือเพิ่มรายได้แก่ชุมชน
โครงการที่เข้าร่วมได้: ครอบคลุมหลากหลายประเภท เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, พลังงานทดแทน, การจัดการของเสีย, การจัดการภาคขนส่ง, ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว และการเกษตร
ผู้ดำเนินงาน: บริหารจัดการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

การซื้อขาย CARBON CREDIT

การซื้อขายคาร์บอนเครดิตสามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก คือ
การซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (Over-the-Counter: OTC) และการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ซึ่งในประเทศไทยมีศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการ คือ FTIX Exchange โดยการซื้อขายจะใช้หน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (tCO2eq) และราคาจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดและข้อตกลงของแต่ละฝ่าย 




รูปแบบการซื้อขาย 
รูปแบบทวิภาค (Over-the-Counter: OTC):เป็นรูปแบบการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
มีการตกลงเรื่องราคาและปริมาณการซื้อขายกันเอง เมื่อตกลงแล้ว จะดำเนินการโอนคาร์บอนเครดิตผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต

รูปแบบศูนย์ซื้อขาย (Exchange):เป็นรูปแบบการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่าง FTIX Exchange
ระบบจะช่วยจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายให้ เป็นวิธีที่สะดวกและเป็นระบบมากกว่า 

ขั้นตอนการซื้อขาย 
การซื้อขายผ่านระบบทะเบียน:ผู้ขายแจ้งข้อมูลไปยัง อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) โดยระบุชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนคาร์บอนเครดิตที่ต้องการโอน ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน - อบก. จะตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนคาร์บอนเครดิตให้

การซื้อขายผ่าน FTIX Exchange:ผู้ซื้อและผู้ขายจะทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม
อาจจะต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มก่อน มีทางเลือกในการใช้บริการนายหน้าซื้อขาย (Broker) หรือตัวแทน 
โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย 

ประโยชน์ของ Carbon Credit ต่อสังคมโลก

คาร์บอนเครดิตมีประโยชน์ต่อสังคมโลกโดยช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการซื้อขาย ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียนและการปลูกป่า นอกจากนี้ ยังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ บรรลุเป้าหมาย Net Zero สร้างรายได้จากการขายเครดิตส่วนเกิน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 
 
ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิตต่อสังคมโลก
แก้ไขปัญหาโลกร้อน: เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ส่งเสริมการลงทุนสีเขียว: กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเทคโนโลยีสะอาด
สนับสนุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม: ส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน เช่น การปลูกป่า
ช่วยองค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero: เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรและประเทศต่าง ๆ สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์
สร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: องค์กรที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้มากกว่าเป้าหมาย จะมีคาร์บอนเครดิตส่วนเกินที่สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ และยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนและผู้บริโภคที่ใส่ใจความยั่งยืน
เพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม: การมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิตแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมขององค์กร ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้น

*** สรุป CARBON CREDIT : ตัวช่วยธุรกิจสู่ความยั่งยืน ***

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บไว้ ไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง สำหรับคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะได้จากการดำเนินการผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emissions Reduction (T-VER) และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยที่ คาร์บอนเครดิต มีหน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)
 
 ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการดำเนินโครงการจะถูกประเมินมูลค่าเป็นจำนวนเงิน (ราคา) ต่อ tCO2eq และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ และการจัดอีเวนต์
 
โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการ T-VER ได้ ต้องเข้าข่ายประเภทโครงการ ดังต่อไปนี้


1)การพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การผลิตหรือใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง


2) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำความร้อนหรือความเย็นเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์

3)การเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า ระบบความร้อนหรือระบบความเย็น

4)การจัดการในภาคขนส่ง เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการคมนาคมขนส่ง การใช้ยานพาหนะไฮบริด / ไฟฟ้า

5) การจัดการของเสีย เช่น การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซมีเทนจากน้ำเสีย การคัดแยกและนำกลับคืนขยะพลาสติก การผลิตปุ๋ย / สารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์

6) การเกษตร เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี การปลูกพืชเกษตรยืนต้น 

7) การปลูกป่า / ต้นไม้

8) การอนุรักษ์ / ฟื้นฟูป่า

   
ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) เป็นแหล่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อนำสินค้าที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสำหรับนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับหน่วยงาน องค์กร กิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง โดยการกำหนดราคาคาร์บอนเครดิต อยู่บนพื้นฐานของการคำนึงถึงผลกระทบของการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งต้นทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ตลาดคาร์บอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ตั้งขึ้นจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีรัฐบาลออกกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2) ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ตั้งขึ้นโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally Binding Target)
 
สถานการณ์ตลาดคาร์บอนในประเทศไทย
ตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 โดยปัจจุบันมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 อยู่ในรูปแบบตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ภายใต้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) โดยที่สถิติการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2565 ราคาเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด (พ.ศ. 2565) ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  77 บาทต่อตัน ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของ SME ในการหันมาจัดทำคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://carbonmarket.tgo.or.th/
 
แนวโน้ม ตลาดคาร์บอนเครดิต ของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด
ความต้องการคาร์บอนเครดิตในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากกระแสความตื่นตัวและความมุ่งมั่นทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กรที่มีการตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions และความต้องการคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยในภาคบริการทั้งการจัดอีเวนต์และภาคการท่องเที่ยว
สรุปผลการคาดการณ์ความต้องการคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมชดเชยคาร์บอนประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทยพบว่าจะมีความต้องการรวมประมาณ 182-197 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือมีความต้องการรวมถึงปี ค.ศ. 2030 ที่ 1,823-1,973 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการและ SME ก็ตาม แต่ภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็ควรทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและควรดำเนินธุรกิจที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาส สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างผลตอบแทนในรูปตัวเงินให้กับธุรกิจ อันส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีความยั่งยืนในที่สุด


Related Content
“Circular Economy Transforming Global Energy: Biofuels & Waste-to-Energy Towards Net Zero”
Energy Transition 2026: Biofuels & Waste-to-Energy Outlook SO OK TRADING — 23 July 2026 The global energy landscape is entering a new era. Biofuels are shifting from food crops to agricultural residues, waste, and used cooking oil — paving the way for Sustainable Aviation Fuel (SAF) and Bio-Hydrogen as key solutions for decarbonizing aviation and heavy industries. At the same time, Waste-to-Energy (WTE) is emerging as a rising star in the Circular Economy, transforming community waste into clean power and industrial fuel. With Europe’s Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) and upcoming domestic carbon tax policies, industries in Thailand are accelerating the transition to RDF fuels, biomass, and SAF investments to stay competitive and sustainable. SO OK TRADING is proud to stand at the forefront of this transformation — delivering WOOD PELLET and RDF3 products that are eco-friendly, reliable, and ready to support businesses in achieving Net Zero goals.
23 Jul 2026
“Solar Energy 2026: From Sunlight to Profit — How Technology Transforms the World of Power Toward Clean Energy for Thailand’s Future”
Solar Energy 2026: The Turning Point Toward the Smart Solar Era in Thailand and the World Article by SO OK TRADING | 26 JULY 2026 In 2026, the world is moving into a new era of clean energy — shifting from “install as fast as possible” to “manage intelligently.” The solar industry is evolving into Smart Solar Systems, integrating solar panels with energy storage (BESS) and artificial intelligence (AI) to create more efficient and sustainable power networks. Thailand is no exception. The year 2026 marks a structural turning point for the Thai solar industry — from new laws unlocking Solar Rooftop installations to BOI incentives that drive factories and businesses toward becoming truly Smart & Sustainable Industries. Moreover, innovative solutions such as Floating Solar and Agrivoltaics are gaining momentum. These technologies allow for greater electricity generation without requiring additional land, while also creating dual income streams for Thai farmers in the future. This article will take you deep into the latest solar panel and battery technologies, as well as the future outlook for the solar energy industry worldwide and in Thailand during 2026–2035, a period set to transform the energy landscape forever. ✨ SO OK TRADING — Your Trusted Business Partner FAST • SHARP • RELIABLE
26 Jul 2026
“Japan 2026: The Comeback! Economic Recovery, Rising Interest Rates, Defying Global Trends, and Entering a New Era of Clean Energy & Economic Transformation”
Japan 2026: Rising Amid Inflation, Interest Rate Hikes, and Defying Global Trends Article by SO OK TRADING | June 29, 2026 Japan’s economy is entering a critical turning point — moving away from decades of deflation into a new era where inflationary pressures and soaring energy costs dominate. While Western nations are cutting interest rates to support growth, Japan has chosen to “go against the tide,” raising rates to safeguard economic stability and market confidence. Domestic consumption has rebounded, exports and tourism are recovering, and the government has injected ¥21.99 trillion to support household purchasing power and stimulate growth. At the same time, the Bank of Japan (BOJ) raised interest rates to 1.00%, the highest in 31 years, to curb accelerating inflation. Despite challenges from energy costs and an aging population, Japan is determined to transition toward clean energy — investing in offshore wind and clean hydrogen to reduce dependence on the Middle East and secure long-term stability. This is the portrait of a nation “recovering amid challenges,” laying a new foundation for Japan to regain strength and resilience on the global economic stage.
29 Jun 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy