แชร์

ทองคำโลกกำลังสร้างฐานใหม่ — โอกาสหรือความเสี่ยง : บทความโดย SO OK TRADING

อัพเดทล่าสุด: 3 ก.พ. 2026
2476 ผู้เข้าชม
ภาพรวมการเคลื่อนไหวทองคำ (ปลายมกราคม – ต้นกุมภาพันธ์ 2569)

ตลาดทองคำโลกเพิ่งผ่านช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น Historic Reversal หรือการกลับตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ปลายเดือนมกราคมราคาทองคำทะยานขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้ราคาทองแท่งในไทยพุ่งทะลุ 80,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น แรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก ราคาทองคำโลกจึงปรับฐานลงแรงกว่า 800–900 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ขณะที่ราคาทองไทยก็ลดลงกว่า 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ในช่วง 31.60–32.00 บาทต่อดอลลาร์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองในประเทศไม่ให้ร่วงแรงตามตลาดโลก

 
สถานการณ์ล่าสุด (3 กุมภาพันธ์ 2569)

ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 4,664–4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างฐานใหม่หลังจากการร่วงลงแรง ขณะที่ราคาทองแท่งในไทยยังทรงตัวสูงที่ 70,000–71,000 บาท แม้ราคาตลาดโลกจะลดลงมากแล้วก็ตาม
 
แนวโน้มระยะสั้น (3–10 กุมภาพันธ์ 2569)

ตลาดโลก:
ราคากำลังอยู่ในช่วง “สะสมพลัง” หลังการปรับฐาน แนวรับสำคัญคือ 4,600 ดอลลาร์ หากหลุดอาจเห็นการร่วงไปถึง 4,400–4,550 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคายืนได้และรีบาวด์ขึ้น เป้าหมายแรกคือ 4,900–5,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดจะพยายามทดสอบอีกครั้ง
ตลาดไทย:
ราคาทองแท่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 69,500–72,500 บาท โดยมีค่าเงินบาทเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ ราคาทองในประเทศอาจถูกลงอีก
 
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) และข้อมูล ADP ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์
แรงขายทำกำไร หลังจากราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนจำนวนมากยังคงทยอยขายเพื่อปิดกำไร
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอลลาร์และทองคำ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นแรงหนุนระยะยาว
 
มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก

J.P. Morgan: แม้ราคาจะปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1980 แต่ยังคงมองเป้าหมายปลายปีที่ 6,300 ดอลลาร์ โดยเชื่อว่าการย่อตัวครั้งนี้เป็นเพียงการขจัดความล้นเกินของตลาด
Goldman Sachs: ให้เป้าหมายที่ 4,900–5,400 ดอลลาร์ โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุน * --> ทองยังเป็นที่สะสมของรัฐบาลในแต่ละประเทศอยู่เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
UBS: คาดการณ์ที่ 5,400–6,200 ดอลลาร์ หากปัญหาซัพพลายทองคำยังคงอยู่และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย
Bank of America: คาดราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ 5,000 ดอลลาร์
 

มุมมองจากนักวิเคราะห์ในไทย

YLG Bullion: มองว่าทองคำยังมีโอกาสไปต่อ โดยเป้าหมายอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ แต่เตือนให้ระวังความผันผวนในเดือนกุมภาพันธ์
SO OK TRADING มองว่าราคาในช่วงเดือน กุมภาพันธ์จะอยู่ที่ระดับ 5,000 ดอลาร์ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ว่าราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,500 - 5,250 USD/Onz สำหรับราคาทองไทยน่าจะอยู่ที่ระดับ 70,000 - 7ุ6,000 บาท เฉลี่ยมระดับ 73,500 บาท แต่ความผันผวนสูง และต้องดูค่าเงินบาทประกอบ
 

กลยุทธ์การลงทุน บทสรุปจาก SO OK TRADING 

สายสะสม (ถือยาว): หากราคายืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ ได้อย่างมั่นคง ถือเป็นจังหวะสะสมไม้แรก เพราะสถาบันใหญ่ยังคงมองบวกในระยะยาว
สายเก็งกำไร (เทรดสั้น): เล่นในกรอบ 4,600–4,900 ดอลลาร์ ระวังแรงขายหนักหากราคาดีดขึ้นไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง
ผู้ลงทุนในไทย: จับตาค่าเงินบาท หากแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ จะเป็นโอกาสซื้อทองในประเทศในราคาที่ถูกลง
 

สรุปภาพรวม

ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐานแรง” หลังจากพุ่งทะยานเกินจริงในเดือนมกราคม แม้ระยะสั้นจะผันผวนสูง แต่ระยะกลางถึงยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินทั่วโลก นักลงทุนที่ถือยาวสามารถใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสสะสม ส่วนผู้เล่นสั้นต้องระวังแรงขายและความผันผวนที่ยังคงสูงในสัปดาห์นี้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
“Copper Cathode 2026–2030: โลหะยุทธศาสตร์แห่งยุค AI และพลังงานสะอาด”: BY SO OK TRADING: 1 MAY 2026
ทองแดงแคโทด (Copper Cathode) กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะอุตสาหกรรมทั่วไป สู่ “โลหะยุทธศาสตร์แห่งยุค AI และพลังงานสะอาด” ในช่วงปี 2026–2030 โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ — เมื่อ Data Center, EV, และพลังงานหมุนเวียน ต่างต้องการทองแดงมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่อุปทานทั่วโลกเริ่มตึงตัว ราคาทองแดงพุ่งแตะระดับประวัติการณ์ และ “Green Copper” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม SO OK TRADING วิเคราะห์แนวโน้มตลาดทองแดงโลก พร้อมเจาะลึกบทบาทของไทยในฐานะ ฐานการผลิต PCB และ EV Hub แห่งอาเซียน โลหะยุทธศาสตร์นี้จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างไร — ค้นหาคำตอบในบทความฉบับเต็ม
1 พ.ค. 2026
“เจาะลึกตลาดบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมไทย : จาก SME สู่ Mega‑Volume — ยุคใหม่แห่งความคุ้มค่า ดีไซน์พรีเมียม และกลยุทธ์พลิกเกมต้นทุน”: SO OK TRADING: 30 MAY 2026
เจาะลึกตลาดบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมไทย 2026 จากระดับ SME สู่การผลิตระดับ 10 ล้านชิ้นต่อเดือน บทความโดย SO OK TRADING | 30 MAY 2026 ในยุคที่ “บรรจุภัณฑ์” ไม่ได้เป็นแค่ภาชนะใส่สินค้า แต่คือ “ภาพลักษณ์ของแบรนด์” — ตลาดบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมในประเทศไทยกำลังร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ราคาบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมในไทยเริ่มต้นเพียง 0.75 บาทต่อชิ้น ไปจนถึงมากกว่า 60 บาทต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด และปริมาณการสั่งซื้อ ยิ่งสั่งมาก ราคายิ่งลดลงอย่างมหาศาล พร้อมโอกาสต่อรองในระดับ “Mega-Volume” ที่ผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลกใช้เป็นกลยุทธ์หลัก SO OK TRADING พาคุณเจาะลึกตั้งแต่ระดับ SME ที่สั่งผลิตหลักพันใบ ไปจนถึง ดีลระดับอุตสาหกรรม 10–12 ล้านชิ้นต่อเดือน พร้อมเปิดเผยโครงสร้างราคาจริงของกระป๋องเครื่องดื่ม กระป๋องอาหาร และฝา Easy Open End (EOE) ที่ใช้ในตลาดไทย
30 พ.ค. 2026
“ซิลิคอน: พลังขับเคลื่อนโลกอนาคต – เส้นเลือดใหญ่ของดิจิทัลและเศรษฐกิจสะอาด จากชิป AI ถึงแบตเตอรี่ EV”
ซิลิคอน ไม่ใช่แค่ธาตุ — แต่คือหัวใจของโลกดิจิทัลและพลังงานสะอาดยุคใหม่ ตั้งแต่ชิป AI และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์และโลหะผสมน้ำหนักเบา ซิลิคอนคือวัสดุที่ขับเคลื่อนอนาคตของเทคโนโลยี การเดินทาง และความยั่งยืน ปี 2569 ราคาซิลิคอนทั่วโลกกำลังปรับตัวจากภาวะอุปทานล้นตลาดและต้นทุนพลังงานที่ลดลง ปี 2577 ตลาด Silicon Metal คาดว่าจะแตะ 13.55 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Silicone พุ่งถึง 35.58 พันล้านดอลลาร์ สรุปเรื่อง SILICON ครบ: - การใช้งานหลักในอุตสาหกรรมต่างๆ - แนวโน้มราคาและการเติบโตของตลาด - ปัจจัยที่ผลักดันและกดดันราคา หากคุณต้องการจัดซื้อ Silicon Metal, Polysilicon หรือสินค้ากลุ่ม Non-Ferrous เช่น Aluminum Ingot, ADC12, Copper Cathode
6 มี.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy