แชร์

“SO OK TRADING Insight: Green Aluminium และการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ของออสเตรเลีย พร้อมโอกาสใหม่ในห่วงโซ่อุปทานไทย–ออสเตรเลียยุค EV”: 16 OCT 2026

อัพเดทล่าสุด: 16 ต.ค. 2026
86 ผู้เข้าชม

บทความเชิงลึก: ภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมในออสเตรเลีย : SO OK TRADING : 16 OCT 2026

----------------------

อุตสาหกรรมอลูมิเนียมของออสเตรเลียกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ทั้งด้านการผลิต การแข่งขันในตลาดโลก และการปรับตัวสู่พลังงานสะอาด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

 -----------------------------

สถานะและกำลังการผลิต

ออสเตรเลียครองตำแหน่งผู้นำระดับโลกในฐานะผู้ผลิตบ็อกไซต์รายใหญ่ที่สุด และเป็นผู้ผลิตอะลูมินาอันดับ 2 ของโลก รวมถึงติด 1 ใน 10 ผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่ ผ่านการดำเนินงานของ The Australian Aluminium Council

Tomago Aluminium (รัฐนิวเซาท์เวลส์) โรงถลุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังการผลิต ~590,000 ตัน/ปี ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและรัฐนิวเซาท์เวลส์ มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ พร้อมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าใหม่ที่จะค้ำประกันการผลิตต่อเนื่องถึงปี 2038 และเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบในปี 2033

Portland Aluminium (รัฐวิกตอเรีย) กำลังการผลิต ~358,000 ตัน/ปี ปรับเพิ่มกำลังผลิตกลับมาเกิน 90% หลังจากเคยลดลงเหลือ 75% จากต้นทุนพลังงานสูง โดย Alcoa ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับ AGL Energy เพื่อการันตีซัพพลายไฟฟ้าถึงปี 2035

Boyne Smelters (รัฐควีนส์แลนด์) กำลังผลิต ~500,000–570,000 ตัน/ปี อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาถ่านหิน

Bell Bay Aluminium (รัฐแทสเมเนีย) กำลังผลิต ~178,000 ตัน/ปี ใช้พลังงานน้ำ (Hydroelectric) เป็นจุดแข็งด้าน Green Aluminium

-----------------------------
 
แนวโน้มตลาดและราคา

ระยะสั้น (2026–ต้นปี 2027) ราคา LME Aluminium เคลื่อนไหวเฉลี่ย $3,050–$3,300 ต่อตัน จากการฟื้นตัวของโรงถลุงในตะวันออกกลางและอินโดนีเซีย ขณะที่ความต้องการจากจีนยังชะลอตัว

ระยะกลางถึงยาว (ปลายปี 2027 เป็นต้นไป) นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs, Macquarie และ CRU คาดว่าตลาดจะเผชิญภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้าง (Structural Deficit) ผลักดันราคาไปสู่แนวต้านสำคัญที่ $3,500 ต่อตัน แม้บางสำนักมองว่าซัพพลายใหม่จากอินโดนีเซียอาจกดราคาเฉลี่ยกลับลงมาที่ $2,700

----------------------------
 
การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

อุตสาหกรรมอลูมิเนียมของออสเตรเลียใช้พลังงานสูงมากในกระบวนการหลอม จึงเร่งเดินหน้าสู่ Decarbonisation โดยการจัดหาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำและพลังงานลม เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ Circular Economy และห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การควบรวมกิจการครั้งใหญ่ เช่น การที่ Alcoa เข้าซื้อสินทรัพย์บ็อกไซต์และอะลูมินาของ South32 มูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ จะทำให้โครงสร้างตลาดออสเตรเลียถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายอย่างชัดเจน

---------------------------
 
มูลค่าตลาดและการส่งออก

มูลค่าตลาดอลูมิเนียมออสเตรเลีย ~11.6 พันล้าน AUD คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 5.8% ต่อปีจนถึงปี 2035

รายได้จากการส่งออกกลุ่ม AAB (Aluminium, Alumina, Bauxite) ~19 พันล้าน USD

โครงสร้างการส่งออก: ออสเตรเลียส่งออกอลูมิเนียมดิบคิดเป็น 99.8% ของการส่งออกทั้งหมด

--------------------------
 
ผลกระทบต่อประเทศไทย

ไทยนำเข้าอลูมิเนียมจากออสเตรเลียมูลค่าเฉลี่ย 370–420 ล้าน USD/ปี เป็นหนึ่งในแหล่งวัตถุดิบหลัก

การเปลี่ยนผ่านสู่ Green Aluminium ของออสเตรเลียช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน EV ในไทยสามารถเคลมมาตรฐานลดคาร์บอนเพื่อส่งออกไปยุโรปและสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น

ไทยยังส่งออกผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมแปรรูปกลับไปออสเตรเลีย ~131 ล้าน USD/ปี โดยมีโอกาสขยายตลาดในผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย เช่น โครงสร้างและแผ่นอลูมิเนียมสำเร็จรูป

----------------------
 
✨ บทสรุป

ออสเตรเลียยังคงเป็นผู้นำด้านวัตถุดิบและการผลิตอลูมิเนียมระดับโลก แม้ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและความผันผวนของราคา แต่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการควบรวมกิจการของผู้เล่นรายใหญ่จะทำให้อุตสาหกรรมมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญจะได้รับทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนและโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Aluminium และการเติบโตของตลาด EV

-----------------------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

FACEBOOK : SOOK TRADING

E-MAIL TO US AT : SOOKTRADING@SOOKTRADING.COM

-------------------------

SO OK TRADING : ตัวจริงในธุรกิจ NON FERROUS จากประเทศไทย

-------------------------


บทความที่เกี่ยวข้อง
“เงินบาทกันยายน 2026: Sideways Up ฝ่าคลื่นดอลลาร์แข็ง เยนอ่อน และหยวนชะลอ ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก”: SO OK TRADING: 1 SEP 2026
เงินบาทกันยายน 2026: Sideways Up ท่ามกลางแรงกดดันดอลลาร์ เยน และหยวน บทวิเคราะห์โดย SO OK TRADING | 1 SEP 2026 ค่าเงินบาทเปิดตลาดต้นเดือนกันยายนที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00–33.30 บาท ท่ามกลางกระแส Risk-off จากตลาดโลกที่ยังไม่คลี่คลาย — ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ยืนเหนือ 99 จุด, บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี พุ่งทะลุ 4.77%, และราคาน้ำมัน Brent ทะลุ $90–91/บาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แรงกดดันเหล่านี้ทำให้เงินบาทและสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ยังอยู่ในโหมดอ่อนค่า ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดทุนไทยกว่า 24,000 ล้านบาท เดือนกันยายนนี้จึงเป็นเดือนแห่ง Two-way Risk ที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ — ทั้งฝั่งผู้นำเข้าที่ควรทยอยซื้อดอลลาร์ในโซนแข็งค่า และฝั่งผู้ส่งออกที่ควรรอจังหวะ Hedging เมื่อเงินบาทอ่อนค่าแตะระดับแนวต้านสำคัญ
1 ก.ย. 2026
“ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน: น้ำมันร่วง ทองคำพุ่ง โลกจับตาเกมการทูตครั้งใหญ่ จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา พลิกโฉมภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจพลังงาน — SO OK TRADING Insight” :26 MAY 2026
ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน: น้ำมันร่วง ทองคำพุ่ง โลกจับตาเกมการทูตครั้งใหญ่ เจรจาสันติภาพ 25–26 พฤษภาคม 2026 | น้ำมันลง ทองผันผวน | โลกเริ่มมีความหวังสันติภาพ ตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “สงคราม” สู่ “การเจรจา” — สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุ MOU หยุดยิง 60 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงแรง ขณะที่ทองคำพุ่งรับความไม่แน่นอน ตลาดทั่วโลกเริ่มมองเห็นแสงแห่งสันติภาพ SO OK TRADING FAST • SHARP • RELIABLE
26 พ.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy