แชร์

“ทองคำป่วนแรง! จาก Panic Sell สู่จุดสะสม — สงครามดันดอลลาร์ ทองร่วงแต่ยังมีทางไปต่อ | SO OK TRADING วิเคราะห์ทองคำแบบไม่ต้องเครียด ปลุกโอกาสลงทุน": บทความโดย SO OK TRADING:ปลุกพลังในตัวคุณ 25.03.2026

อัพเดทล่าสุด: 25 มี.ค. 2026
469 ผู้เข้าชม

“ทองคำ ผันผวนสูง ทั้งร่วงและ เด้งแรง ปลายมีนาคม 2026 — จากสงครามสู่โอกาสลงทุน” : โปรดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด : - บทความโดย SO OK TRADING : 25.03.2026 : วิเคราะห์แนวรับ แนวต้าน : ทิศทางแนวโน้มราคาทองคำ และ ปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 

------------ 

ภาพรวมทองคำโลก (Gold Spot)

เดือนมีนาคม 2026 : คือเดือนที่ “ความผันผวนสูงสุดในรอบหลายปี” ราคาทองคำโลกพุ่งทำ All-Time High $5,400 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนถูกแรงขายทำกำไร (Panic Sell) กดลงไปต่ำสุด $4,098 และล่าสุด (25 มี.ค.) ดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ $4,570 – $4,600 ได้อีกครั้ง

สถานะปัจจุบัน: อยู่ในจุด “ลุ้นกลับตัว” หลังจากการปรับฐานใหญ่
แนวรับ–แนวต้านคืนนี้: $4,550 / $4,480 / $4,320 และแนวต้าน $4,600 / $4,635 / $4,710
กลยุทธ์สั้นๆ: หากยืนเหนือ $4,600 ได้มั่นคง มีโอกาสกลับตัวเป็นขาขึ้น แต่ถ้าหลุด $4,550 อาจพักฐานลงมา

--------------
 

⚔️ ทำไมทองคำถึงผันผวนหนักช่วงสงคราม (สงคราม USA - อิสราเอล - อิหร่าน)

หลายคนสงสัยว่าทำไมทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ถึงร่วงแรงในช่วงสงครามกลางเดือนมีนาคม ทั้งที่ความรุนแรงยังไม่คลี่คลาย คำตอบอยู่ที่ “พฤติกรรมตลาด” และ “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ”

Cash is King — นักลงทุนเทขายทุกสินทรัพย์เพื่อถือเงินสด โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือ Margin Call และเสริมสภาพคล่อง

ดอลลาร์แข็งค่าแรง — เมื่อสงครามรุนแรง ดอลลาร์ถูกมองว่าเป็น Safe Haven ที่สภาพคล่องสูงที่สุด ทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

Sell on Fact — ราคาทองมักขึ้นก่อนเหตุการณ์ (Buy the Rumor) และเมื่อสงครามเกิดจริง นักลงทุนที่กำไรแล้วจะรีบขายทำกำไรทันที

เงินเฟ้อและดอกเบี้ย — ราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามทำให้เงินเฟ้อสูง ตลาดกังวลว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งลดความน่าสนใจของทองคำ

สรุปสั้นๆ: ทองไม่ได้ลงเพราะสงครามจบ แต่ลงเพราะ “นักลงทุนกลัวจนต้องถือเงินสด” และ “ดอลลาร์แข็งค่าเกินไป” ---> ขายทองทำกำไรเก็บเงินสด : ดอลลาร์อินเด็กซ์ จาก 96 ขึ้นไปเป็น 99-100 : ดอลลาร์แข็งเพราะนักลงทุนเปลี่ยนไปเก็บดอลลาร์ไว้ในมือเแทน

-------- 

ปัจจัยชี้ขาดสัปดาห์นี้ 23-27 มีนาคม 2026 : ทองจะฟื้น หรือ จะซึมต่อ

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ: GDP Q4, Jobless Claims และ PCE Price Index จะเป็นตัวกำหนดท่าทีของ Fed - ประกาศปลายสัปดาห์ 

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ราคามีโอกาสพุ่งกลับไป $5,000 - ตอนนี้สหรัฐเหมือนจะยื่นพักรบ 1 เดือน

ดอลลาร์แข็งค่า: ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทองคำ - ณปัจจุบัน Dollar Index 99.5 โดยประมาณ

---------

มุมมองไตรมาส 2 (เม.ย.–มิ.ย. 2026)

สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมองเป้าหมายทองคำในกรอบ $4,900 – $5,400 โดยมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นแรงหนุนหลัก

Goldman Sachs: $4,900 – $5,400
J.P. Morgan: $4,000 – $5,055
Bank of America: $5,000 – $6,000
Hua Seng Heng: แนวรับสะสม $4,200 – $4,250 เป้าหมาย $4,900


สรุปแนวโน้ม Q2: เคลื่อนไหวแบบ Sideway Up ในกรอบ $4,300 – $5,000 หากไม่มีปัจจัยลบใหม่

 ---------------

ราคาทองคำไทย (96.5%)

ตั้งแต่ต้นปี ราคาทองไทยพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 81,950 บาท ก่อนปรับฐานแรงในเดือนมีนาคม ล่าสุด (25 มี.ค.) รีบาวด์กลับมายืนเหนือ 71,000 บาท

แนวโน้มสั้นๆ: คาดแกว่งตัวในกรอบ 69,500 – 72,500 บาท โดยได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

เป้าหมาย Q2: หาก Gold Spot กลับไปยืนเหนือ $5,000 ได้อีกครั้ง ทองไทยมีโอกาสทดสอบโซน 75,000 – 78,000 บาท - ณปัจจุบัน Gold Spot อยู่ที่ราวๆ 4,400 - 4,600 USD/Onz 
 
---------------

มุมมองทิศทางราคาทอง : โดย SO OK TRADING : ณ 25.3.2026

ระยะสั้น (ปลาย มี.ค.): เน้น “ย่อซื้อ–ดีดขาย” ในกรอบแคบ - รีบเข้ารีบออก เน้นดูตลาดและสถานการณ์เนื่องจากผันผวนสูง 

ระยะกลาง (Q2/2026 ): ทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวลงมาแถว $4,300 (ทองโลก) หรือ 68,000 บาท (ทองไทย)

แนวโน้มครึ่งปีแรก : หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงอีกครั้ง  มีโอกาสเห็นทองโลกกลับไป $5,400 และทองไทยแตะ 78,000 บาท ทั้งนี้ต้องดู USD INDEX และ คาดการณ์เงินเฟ้อ และ ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบ

---------------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ 

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE 

VISIT US AT WWW.SOOKTRADING.COM

--------------

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
COPPER PRICE AND TREND  2026
Copper prices are expected to remain elevated and bullish in 2026, driven by strong demand from the green energy transition (EVs, renewables, grid upgrades) and persistent mine supply constraints/disruptions, with forecasts generally placing prices in the $10,000 to over $12,000 per tonne range, although some analysts foresee a slight cooling to $10,000-$11,000 as market balances tighten. Key factors include IRA spending, AI infrastructure needs, constrained new mine supply, and potential Chinese economic recovery, creating tight markets despite some projected minor surpluses. Key Price Predictions (2026): Goldman Sachs: $10,000 - $11,000/tonne range, averaging $10,710/tonne in H1 2026. J.P. Morgan: Averaging around $12,075/tonne, with potential spikes to $12,500/tonne in Q2. Bank of America: Average of $11,313/tonne, with potential for $15,000/tonne spikes. UBS: $11,000/tonne by Sept 2026. World Bank: Average of $9,800/tonne. Bullish Drivers: Energy Transition: Massive demand for grid expansion, EVs, and renewable infrastructure. AI Infrastructure: Increased demand for data centers. Supply Deficit: Mine disruptions (Grasberg, Kamoa-Kakula, etc.) and difficulty bringing new mines online. China: Potential economic rebound acting as a catalyst. Potential Headwinds/Volatility: Policy-induced Surpluses: E.g., from IRA incentives or scrap availability. Stronger USD: Can weigh on commodity prices. Slower Demand: If China's recovery falters. Overall Outlook: Expect a tight market with strong underlying demand, leading to high prices, but with significant volatility due to policy shifts and mine output fluctuations. The market is moving towards a structural deficit, supporting higher prices long-term
30 ธ.ค. 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy