แชร์

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: พายุพลังงานเขย่าโลก น้ำมันพุ่ง โลจิสติกส์สะดุด โลกและไทยต้องรับมือ

อัพเดทล่าสุด: 4 มี.ค. 2026
2020 ผู้เข้าชม

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: พลังงานโลกสั่นสะเทือน เศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย ต้องรับมือ

ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงสำคัญ

เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% และก๊าซ LNG อีก 20% ของโลก
หากปิดเส้นทางนี้ เท่ากับ “หยุดเส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลกทันที
 
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ราคาน้ำมันพุ่งแรง: อุปทานหายไปทันที ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัวสูง
เงินเฟ้อทั่วโลก: ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ดันราคาสินค้าและค่าขนส่ง
เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย: ดอกเบี้ยสูง ต้นทุนธุรกิจพุ่ง หลายกิจการอาจไปไม่รอด
ห่วงโซ่อุปทานสะดุด: เรือสินค้าต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ใช้เวลามากขึ้น 10–15 วัน
 
ผลกระทบต่อประเทศไทย

พลังงานเสี่ยงขาดแคลน: ไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้กว่า 50% หากปิดยาว ไทยอาจขาดพลังงานถึง 1 ใน 3 ของความต้องการ
ค่าครองชีพสูงขึ้น: ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งกระทบประชาชนทันที
น้ำมันสำรองจำกัด: ไทยมีสำรองใช้ได้ราว 38–60 วัน รัฐบาลต้องตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท
โลจิสติกส์สะดุด: การส่งออก–นำเข้ากับตะวันออกกลางและยุโรปอาจล่าช้า
 
ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนัก

จีน: นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ถึง 33–50% เสี่ยงกระทบ GDP
ญี่ปุ่น: พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางกว่า 90% แม้มีสำรอง 8 เดือน
สหภาพยุโรป: ราคาก๊าซอาจพุ่ง 3 เท่า กระทบอุตสาหกรรมการบินและครัวเรือน
สหรัฐฯ: พึ่งพาน้อย แต่ราคาน้ำมันในประเทศยังพุ่งตามตลาดโลก
ตะวันออกกลาง: รายได้หลักหยุดชะงัก ท่อส่งเลี่ยงเส้นทางรองรับได้เพียงบางส่วน
 
ผลกระทบต่อสินค้าและตลาดหุ้น

สินค้าอุปโภคบริโภค: ราคาปุ๋ย อาหารสด พลาสติก และบรรจุภัณฑ์พุ่ง
โลจิสติกส์: เรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาเดินทาง 10–15 วัน ค่าระวางและประกันภัยทะเลสูงขึ้น
ตลาดหุ้นโลก:
กลุ่มเสี่ยง: สายการบิน ขนส่ง วัสดุก่อสร้าง อุปโภคบริโภค
กลุ่มได้อานิสงส์: พลังงานต้นน้ำ เดินเรือ โรงพยาบาล และหุ้นส่งออก
 

มาตรการเร่งด่วนของไทย

ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว เพื่อรักษาอุปทานในประเทศ
จัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ จากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย
เพิ่มการผลิตในประเทศ โดยเลื่อนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซในอ่าวไทย
ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาดีเซลจนกว่าน้ำมันโลกจะทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล
ตั้งศูนย์เฝ้าระวังวิกฤตพลังงาน (War Room) เพื่อประสานงานและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
เร่งใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน/น้ำ เพื่อชดเชย
 

การตอบสนองระดับโลก

สหรัฐฯ: เตรียมระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) และเร่งส่งออก LNG ไปยุโรป–เอเชีย
ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้: ระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้ 7–8 เดือน พร้อมเจรจานำเข้าจากสหรัฐฯ และออสเตรเลีย
จีน: เพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซจากแหล่งหินดินดาน และนำเข้าจากรัสเซียผ่านท่อส่งทางบก
สหภาพยุโรป (EU): เตรียมประชุม Gas Coordination Group เพื่อแบ่งปันทรัพยากร และแย่งชิง LNG ในตลาด Spot
IEA (International Energy Agency): พร้อมใช้มาตรการ Collective Action ปล่อยน้ำมันสำรองรวมสูงสุด 24 ล้านบาร์เรลต่อวัน
 

สรุป ผลกระทบจากการปิด ช่องแคบ เฮอร์มุซกับอุตสาหกรรมไทย

การปิดช่องแคบฮอร์มุซคือ “พายุใหญ่” ที่เขย่าพลังงานโลกและกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และตลาดหุ้น

รัฐบาลไทย ต้องเร่งหาทางพึ่งพาตนเองและกระจายแหล่งนำเข้า
ภาคธุรกิจ ต้องปรับกลยุทธ์ด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน
ประชาชน ต้องเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

SO OK TRADING : พันธมิตรในธุรกิจของคุณ 

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE 

ท่านสามารถติดต่อเราได้ที่ www.sooktrading.com


บทความที่เกี่ยวข้อง
Supercycle 2569: วันที่โลกทั้งใบซื้อโลหะมีค่า : จากดอลลาร์อ่อนถึงสงคราม USA–IRAN: จุดเปลี่ยนของตลาดโภคภัณฑ์โลก บทความโดย SO OK TRADING
ซูเปอร์ไซเคิล 2569: วันที่ตลาดโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์สร้างประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ตลาดโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทองคำ เงิน ทองแดง และอะลูมิเนียม ต่างพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) พร้อมกัน สะท้อนภาพของ “ซูเปอร์ไซเคิล” ที่ชัดเจน แรงหนุนสำคัญมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน นโยบายจำกัดการส่งออกของจีน และความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) SO OK TRADING มองว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก” พร้อมนำเสนอแนวโน้มราคาและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป แม้ตลาดยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น (Bullish Trend) แต่สัญญาณความร้อนแรงและความเสี่ยงจากการปรับฐานก็เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบและบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด อัปเดตตลาด ในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ราคาทองคำ ได้ปรับตัวลดลงจาก 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ลงมาที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่ ราคาสilver ก็ปรับตัวลดลงจาก 122 ดอลลาร์/ออนซ์ ลงมาที่ 115 ดอลลาร์/ออนซ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงในการปรับฐานหลังจากราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง และเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด พร้อมวางกลยุทธ์ Stop Loss เพื่อป้องกันความเสียหายจากการแกว่งตัวแรงของราคา.
30 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy