แชร์

Black Swan แห่งอลูมิเนียม : วิกฤตสงครามและพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซ สู่ Supply Shock ที่เขย่าตลาดโลก เดือนมีนาคม 2569

อัพเดทล่าสุด: 1 มี.ค. 2026
50 ผู้เข้าชม

 อลูมิเนียมเดือนมีนาคม 2569 – จากแรงกดดันสู่ “Supply Shock” ที่เขย่าตลาดโลก : ผลกระทบจากสงคราม อเมริกา - อิหร่าน 

เดือนมีนาคม 2569 ไม่ใช่เพียงเดือนที่ตลาดอลูมิเนียมต้องรับมือกับภาษีและมาตรการสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเดือนที่โลกทั้งใบต้องเผชิญ “Black Swan Event” จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามที่เริ่มต้น ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ตลาดพลิกจากความกังวลด้านนโยบายไปสู่ วิกฤตอุปทานและพลังงาน อย่างแท้จริง

 
ภาพรวมตลาดโลก: จากแรงกดดันสู่ Shock Wave

ราคา ALUMINUM มีแนวโน้มจะพุ่งทะลุแนวต้าน: LME Aluminum อาจพุ่งขึ้นสู่กรอบ 3,800 – 4,300 ดอลลาร์ต่อตัน ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จากราคาปัจจุบันที่ปิดตลาด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระดับ 3,100 ดอลลาร์ต่อตัน โดยในวันที่ 2 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเปิดตลาดวันแรกหลังจากเกิดสงคราม อเมริกา - อิหร่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาอาจขยับทันทีขึ้นมาที่ระดับ 3,350 - 3,500 ดอลลาร์ต่อตัน


แรงซื้อ Panic Buying: ผู้ผลิตรถยนต์และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกเร่งกว้านซื้อเพื่อสำรองวัตถุดิบ ทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะ “Seller’s Market” อย่างแท้จริง
Backwardation รุนแรง: ราคาส่งมอบทันทีแพงกว่าราคาส่งมอบในอนาคตอย่างมาก เพราะทุกคนต้องการของ “เดี๋ยวนี้”


ต้นทุนพลังงานคือปัจจัยชี้ขาด: ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นสูง จากระดับเดิมที่ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยในระยะสั้นอาจขึ้นไปแตะที่ระดับ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นแรงกดดันต้นทุนโรงถลุงแร่ในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
 

ผลกระทบหลัก จากสงคราม อเมริกา - อิหร่าน ซึ่งเริ่มต้น 28/2/2569

Supply Disruption: การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อลูมิเนียมจากตะวันออกกลาง (UAE, Bahrain, Qatar, Saudi Arabia) ซึ่งคิดเป็น 10% ของโลก หายไปทันที
Energy Crisis: ต้นทุนไฟฟ้าสูงขึ้นทั่วโลก โรงถลุงที่ใช้พลังงานฟอสซิลจำนวนมากต้องหยุดผลิต
Physical Premium พุ่งสูง: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสงครามทำให้ราคาหน้าโรงงานในเอเชียและยุโรปสูงกว่าราคาหน้าจอ LME อย่างมาก
ตลาด EV และ Green Construction: แม้ภาคอสังหาฯ จีนยังชะลอตัว แต่ความต้องการอลูมิเนียมใน EV และโครงการก่อสร้างสีเขียวช่วยพยุงราคาไม่ให้ตก
 
ผลกระทบต่อประเทศไทย

ต้นทุนพุ่งสูงทันที: ผู้นำเข้าอลูมิเนียมแท่งจากตะวันออกกลางเจอทั้งราคาสินค้าและค่าขนส่งที่ทะยานขึ้น
เศษอลูมิเนียมกลายเป็นทองคำ: ความต้องการ Scrap ในประเทศพุ่งสูง เพราะเป็นทางเลือกเดียวที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า
ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวทันที: ทั้งการปรับราคาสินค้าสำเร็จรูป และการหันไปหาแหล่งนำเข้าใหม่จากออสเตรเลีย อินเดีย หรือรัสเซีย
Inventory Gain: ผู้ที่มีสต็อกเก่าจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา แต่การจัดหาวัตถุดิบใหม่จะมีความเสี่ยงสูงมาก
 

มุมมองจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับราคาต้นทุนวัตถุดิบ และ การผลิตอลูมิเนียม

Goldman Sachs / Citi: ปรับประมาณการราคาขึ้นทันที มองว่า Backwardation จะรุนแรงขึ้น

SO OK TRADING กับการคาดการณ์ราคาอลูมิเนียม
ราคาคาดการณ์ก่อนเกินสงครามอยู่ที่คาดการณ์ 3,000 - 3,200 USD/MT ราคาหลังเกิดสงครามโดยเฉพาะในช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน 2569 มีความเป็นไปได้ที่อาจจะอยู่ที่ระดับ สูงกว่า 3,500 USD/MT และถ้าสถานการณ์ยังคงมีปัจจัยเสริมอื่นๆเช่นการปิดช่องแคบเฮอร์มุซ การเกิดสงครามกระจายตัวในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจขยับขึ้นไปที่ระดับ 3,800-4,000 USD/MT 

✨ สรุป

เดือนมีนาคม 2569 คือเดือนที่ตลาดอลูมิเนียมโลกเปลี่ยนจาก “ตลาดที่กังวลเรื่องภาษีและสิ่งแวดล้อม” ไปสู่ “ตลาดที่วิกฤตด้านอุปทานและพลังงาน” อย่างเต็มตัว ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะไม่เพียงแค่รอด แต่ยังสามารถคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้


รีไซเคิลคือคำตอบ: การลงทุนในระบบรีไซเคิลอลูมิเนียมจะสร้างความได้เปรียบเชิงต้นทุนและความยั่งยืน
Green Aluminum มีพรีเมียม: ผู้ผลิตที่สามารถปรับตัวตามมาตรการ CBAM จะขายได้ในราคาที่สูงกว่า
ตลาด EV และก่อสร้างสีเขียว: ความต้องการอลูมิเนียมคุณภาพสูงยังคงเป็นแรงหนุนระยะยาว
การกระจายแหล่งนำเข้า: การหันไปหาแหล่งใหม่จากออสเตรเลีย อินเดีย หรือรัสเซีย จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลาง

*** หากท่านมีความต้องการใช้สินค้า ALUMINUM ทั้ง ADC12 หรือ ALUMINUM PRIMARY INGOT ท่านสามารถติดต่อหาบริษัท SO OK TRADING ได้ที่ www.sooktrading.com ---> Give Inquiry  หรือส่ง อีเมลล์หาเราได้ที่ sooktrading@outlook.com

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
Supercycle 2569: วันที่โลกทั้งใบซื้อโลหะมีค่า : จากดอลลาร์อ่อนถึงสงคราม USA–IRAN: จุดเปลี่ยนของตลาดโภคภัณฑ์โลก บทความโดย SO OK TRADING
ซูเปอร์ไซเคิล 2569: วันที่ตลาดโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์สร้างประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ตลาดโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทองคำ เงิน ทองแดง และอะลูมิเนียม ต่างพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) พร้อมกัน สะท้อนภาพของ “ซูเปอร์ไซเคิล” ที่ชัดเจน แรงหนุนสำคัญมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน นโยบายจำกัดการส่งออกของจีน และความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) SO OK TRADING มองว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก” พร้อมนำเสนอแนวโน้มราคาและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป แม้ตลาดยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น (Bullish Trend) แต่สัญญาณความร้อนแรงและความเสี่ยงจากการปรับฐานก็เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบและบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด อัปเดตตลาด ในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ราคาทองคำ ได้ปรับตัวลดลงจาก 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ลงมาที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่ ราคาสilver ก็ปรับตัวลดลงจาก 122 ดอลลาร์/ออนซ์ ลงมาที่ 115 ดอลลาร์/ออนซ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงในการปรับฐานหลังจากราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง และเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด พร้อมวางกลยุทธ์ Stop Loss เพื่อป้องกันความเสียหายจากการแกว่งตัวแรงของราคา.
30 ม.ค. 2026
ราคาทองตอนนี้พุ่งสูงไม่หยุด จะไปหยุดที่จักรวาลเลยไม๊ : BY SO OK TRADING
ราคาทองคำต้นปี 2026 ณ วันที่ 5 มกราคม 2568 อยู่ที่ประมาณ 4,300–4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์หลังจากปี 2025 ที่ราคาพุ่งแรง,มาตลอดทั้งปี โดยแนวโน้มปีนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า นโยบายการค้าระหว่างชาติ การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และ นโยบายเกี่ยวเนื่องอื่นๆ และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางหลายประเทศ ภาพรวมราคาทองคำต้นปี 2026 - ราคาล่าสุด (5 มกราคม 2026): อยู่ในช่วง 4,400 - 4,450 USD/oz - แนวโน้มปี 2025: ราคาทองคำปิดปีด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ (Always New High) สะท้อนแรงซื้อจากนักลงทุนและธนาคารกลาง - สถานะตลาด: ทองคำไม่ได้ถูกมองแค่เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อระยะสั้น แต่เป็นการจัดสรรเชิงกลยุทธ์ในพอร์ตการลงทุน ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ - นโยบายการเงินสหรัฐ (Fed): ความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2026 ช่วยหนุนราคาทองคำ - เงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก: ความกังวลเรื่องภาวะถดถอยและเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย - ธนาคารกลางทั่วโลก: หลายประเทศยังคงเพิ่มการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงในทุนสำรอง - ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: สงคราม ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นแรงหนุนราคาทองคำ แนวโน้มปี 2026 - ฐานราคา: คาดว่าทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,300–5,500 USD/oz --> มีโอกาสทะลุ 5,000 USD/oz ขึ้นไปสูงมาก - โอกาสปรับขึ้น: หาก Fed ลดดอกเบี้ยเร็วหรือเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรง หรือมีปัจจัยอื่นๆ เสริมแรง ราคามีโอกาสทะลุ 5,500 USD/oz - ความเสี่ยงปรับลง: หากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและดอกเบี้ยยังสูง ราคาทองคำอาจปรับฐานลงใกล้ 4,000 USD/oz --->โอกาสมี แต่น้อย ตอนนี้ยังเป็นขาขึ้น สรุปสำหรับผู้ลงทุนทอง - ระยะสั้น: จับตาการประชุม Fed, นโยบายทางเศรษฐกิจของนานาประเทศ , การจำกัดการส่งออกทรัพยากรของจีน การลดการพึ่งพา USD, ข่าวนโยบายการค้า - ระยะกลาง–ยาว: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง ---> ราคาน่าจะวิ่งขึ้นได้อีก สรุป: ราคาทองคำปี 2026 ยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มทรงตัว–ขยับขึ้น โดยมีแรงหนุนจากนโยบายการเงินสหรัฐ ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายประเทศ --> ทิศทางขาขึ้น แต่ ดูปัจจัยแวดล้อมประกอบ ดูทิศทางขึ้นแน่ อาจมีย่อบางช่วงแต่โดยรวมขึ้น
6 ม.ค. 2026
จากเจรจาสู่แรงสั่นสะเทือน: เกมกดดันสหรัฐฯ–อิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจโลก ผ่านพลังงาน เงินทุน และทองคำ
สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ณ ปลายกุมภาพันธ์ 2569 กำลังเขย่าเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ทั้งด้านการเมือง การทหาร และตลาดการเงิน SO OK TRADING สรุปภาพรวมแบบเข้าใจง่าย พร้อมข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
28 ก.พ. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy