แชร์

CBAM & Carbon Credit: พลิกเกมการค้าโลก จากต้นทุนสู่โอกาส — รู้ก่อนปรับตัวด้วย Carbon Footprint สูตรรอดธุรกิจไทยในยุคสีเขียว

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.พ. 2026
1417 ผู้เข้าชม
CBAM & Carbon Credit: คู่มือธุรกิจไทยสู่การค้าโลกใหม่ และ CARBON FOOT PRINT : พิมพ์เขียวในการทำธุรกิจในอนาคต 

1. CBAM คืออะไร?

Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) คือกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะเริ่มบังคับใช้จริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2569

เป้าหมาย: ลดการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ป้องกันไม่ให้บริษัทหนีไปผลิตในประเทศที่กฎสิ่งแวดล้อมหย่อนยาน
สินค้าเป้าหมาย (7 กลุ่มแรก): เหล็ก, อะลูมิเนียม, ปูนซีเมนต์, ปุ๋ย, ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน และบางผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
ไทม์ไลน์:
2023–2025: รายงานการปล่อยก๊าซ (Embedded Emissions) ทุกไตรมาส
2026 เป็นต้นไป: ต้องซื้อ CBAM Certificates ตามราคาคาร์บอนในตลาด EU ETS
กลไกราคา: อิงราคาคาร์บอนใน EU ETS (60–100 ยูโร/ตัน หรือ 2,300–3,800 บาท) หากประเทศผู้ผลิตมี Carbon Tax หรือ ETS ที่เทียบมาตรฐาน EU → สามารถหักลบต้นทุน CBAM ได้
 

2. คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

Carbon Credit = สิทธิในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน หน่วยวัดคือ ตัน CO₂ เทียบเท่า (tCO₂eq)

ตัวอย่างโครงการ: ปลูกป่า, พลังงานสะอาด, การจัดการขยะ
หน่วยงานดูแลในไทย: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) → ระบบ T-VER
ประโยชน์:
ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซ (Offset)
สร้างภาพลักษณ์ “สินค้าสีเขียว”
ช่วยธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality / Net Zero
 

3. CBAM vs Carbon Credit: ความเชื่อมโยง

CBAM: เน้นการลดการปล่อยจริง ไม่อนุญาตให้ใช้เครดิตสมัครใจมาหักโดยตรง
Carbon Credit: แม้จะไม่ช่วยลด CBAM โดยตรง แต่การใช้เครดิตในประเทศช่วยลดการปล่อยจริง → ทำให้ตัวเลข Embedded Emissions ต่ำลง
หากไทยมี Carbon Tax หรือ ETS: ผู้ส่งออกสามารถใช้ต้นทุนนี้หักลบกับ CBAM ได้
 

4. ผลกระทบต่อไทย

ด้านการส่งออก

KResearch คาดกระทบ ~28,000 ล้านบาท หรือ 3.8% ของการส่งออกไป EU ปี 2569
อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง:
เหล็ก (95.1 ล้านดอลลาร์)
อะลูมิเนียม (56.7 ล้านดอลลาร์)
ต้นทุนเพิ่ม: ค่า CBAM Certificates + ค่า MRV (Measurement, Reporting, Verification)
ด้านกฎหมายและตลาดในไทย

พ.ร.บ. โลกร้อน: เตรียมบังคับรายงานคาร์บอนภาคบังคับ
Carbon Tax: คาดเริ่มจัดเก็บปี 2568 (200 บาท/ตัน)
ตลาดเครดิต: โตจาก 64 → 3,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2569
SMEs และซัพพลายเชน

SMEs: เสี่ยงปรับตัวยากเพราะขาดทุนและเทคโนโลยี
Supply Chain: แม้ไม่ได้ส่งออกเอง แต่หากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน → ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอนให้บริษัทแม่
โอกาสเชิงบวก

ยกระดับเทคโนโลยี → ลดคาร์บอน + เพิ่มขีดความสามารถ
สินค้าคาร์บอนต่ำ เช่น “ข้าว Low Carbon” → จุดขายใหม่ในตลาดโลก
 

5. ช่องว่างราคาคาร์บอน: ไทย vs EU

EU ETS: 60–100 ยูโร (2,300–3,800 บาท/ตัน)
ไทย (T-VER): 100–200 บาท/ตัน
→ ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่ามากเมื่อ CBAM เริ่มจริง
 

6. กลยุทธ์การปรับตัว (Action Plan)

ทำ Carbon Footprint (CFO/CFP): วัดการปล่อยทั้งองค์กรและผลิตภัณฑ์
ลงทุน Energy Efficiency: เช่น Solar Rooftop → ลดคาร์บอน + ลดค่าไฟ
ใช้ Carbon Credit ในประเทศ: สร้างภาพลักษณ์สินค้าสีเขียว
ติดตามกฎหมายไทย: Carbon Tax 200 บาท/ตัน อาจเริ่มปี 2568
 

7. Carbon Footprint: ตัวชี้วัดใหม่ของธุรกิจ

CFO (องค์กร): Scope 1, 2, 3 → ครอบคลุมการปล่อยตรง, พลังงานที่ซื้อ, และทางอ้อมจากซัพพลายเชน
CFP (ผลิตภัณฑ์): วัดการปล่อยตลอดวงจรชีวิตสินค้า (LCA)
ทำไมสำคัญ:
เป็นใบเบิกทางส่งออกไป EU
ลดต้นทุนเมื่อรู้จุดปล่อยสูง
สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค
 

8. ทิศทางในอนาคต (ประเทศไทย 2569)

ตลาดภาคบังคับ: รายงานคาร์บอนบังคับตาม พ.ร.บ. โลกร้อน
Carbon Tax: เริ่มจัดเก็บจริง
Carbon Credit: ราคาพุ่งสูง, มูลค่าตลาดโตหลายพันล้าน
เชื่อมต่อตลาดโลก: TGO ยกระดับเครดิตไทยให้ขายต่างประเทศได้
 

Key Takeaway : CBAM , CARBON CREDIT , CARBON FOOTPRINT

CBAM คือ “กฎเหล็กใหม่” ที่จะเปลี่ยนเกมการค้าโลก ส่วนคาร์บอนเครดิตคือ “เครื่องมือชดเชย” ที่ช่วยธุรกิจไทยปรับตัว หากไม่เร่งทำ Carbon Footprint และลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ผู้ส่งออกไทยอาจเสียเปรียบหนัก แต่ถ้าใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส ไทยสามารถสร้าง สินค้าคาร์บอนต่ำ และก้าวสู่ตลาดโลกที่ยั่งยืนได้อย่างมั่นคง

 SO OK TRADING : YOUR RELIABLE PARTNER : เราสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบพลังงานสีเขียวให้กับธุรกิจของคุณได้ โดยสินค้าสีเขียวที่เราจัดหาจะเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพทั้ง WOOD CHIP , WOOD PELLTES , SAW DUST , RDF 3 ETC: - สนใจติดต่อเราได้ที่ www.sooktrading.com หรือ ส่งอีเมลล์หาเราได้ที่ sooktrading@outlook.com 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เกร็ดความรู้ Wood Pellets แหล่งเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่ออนาคค (Green Energy, Waste Management Energy, Carbon Credit
Wood pellet คือ เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ซึ่งผลิตจากวัสดุอินทรีย์เหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ซังข้าวโพด หรือเศษไม้จากอุตสาหกรรม นำมาผ่านกระบวนการย่อย ลดความชื้น และอัดเป็นเม็ดทรงกระบอกที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติความร้อนสูง เก็บขนส่งและใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในโรงงานอุตสาหกรรม และครัวเรือน คุณสมบัติของ Wood Pellet ค่าความร้อนสูง: ให้พลังงานวามร้อนสูง เหมาะสำหรับใช้ในหม้อไอน้ำ (Boiler) หรือเตาเผาความชื้นต่ำ: มีความชื้นไม่เกิน (10%) ทำให้เผาไหม้ได้สมบูรณ์ขี้เถ้าเหลือน้อย: มีปริมาณเถ้าหลังจากการเผาไหม้น้อย ทำให้การจัดการง่ายขึ้นความหนาแน่นสูง: ด้วยรูปทรงและขนาดที่สม่ำเสมอ ทำให้ขนส่งและจัดเก็บได้ง่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แหล่งวัตถุดิบ เศษวัสดุทางการเกษตร: เช่น แกลบ ซังข้าวโพด เหง้ามันสำปะหลัง กะลาปาล์ม ฟางข้าวเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมไม้: เช่น ขี้เลื่อย ขี้กบ หรือเศษไม้จากโรงงานเฟอร์นิเจอร์พืชพลังงาน: เช่น ต้นกระถินยักษ์ หญ้าเนเปียร์ การใช้งาน โรงงานอุตสาหกรรม: ใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำ (Boiler) หรือเตาเผาต่างๆ เพื่อผลิตไอน้ำและความร้อนครัวเรือน: ใช้ในเตาเผาหรือหม้อต้มสำหรับให้ความร้อนในบ้าน
27 พ.ย. 2025
“พลังงานสะอาด = อาวุธธุรกิจยุค CBAM:กรณีศึกษา Solar Cell จากเทรนด์รักษ์โลก สู่กลยุทธ์อยู่รอดใน Supply Chain โลก และเส้นชัย Net Zero ของธุรกิจที่ปรับตัวทัน”: บทความโดย SO OK TRADING 17 มีนาคม 2569
Green Energy Game Changer พลังงานสะอาด = อาวุธธุรกิจแห่งอนาคต กรณีศึกษาจาก Solar Cell: พลังงานที่เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด และกลายเป็น “ตัวเร่ง” สู่ Net Zero และ Carbon Credit โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกหันมาใช้ Solar PPA, Battery Storage และ AI Monitoring เพื่อ “อยู่รอด” ในยุค CBAM ไทยมีโอกาสใหญ่จากต้นทุนแผงโซลาร์ที่ถูกลง และนโยบาย PDP 2024 ที่ผลักดันพลังงานสะอาดเต็มพิกัด บทความนี้สรุปทุกเทรนด์สำคัญของ Solar Cell ทั้งในไทยและทั่วโลก พร้อมแนวโน้มปี 2024–2030 ที่โรงงานทุกแห่งต้องรู้ อ่านบทความเต็มโดย SO OK TRADING วันที่เผยแพร่: 17 มีนาคม 2569
17 มี.ค. 2026
SO OK Trading: สะพานทองผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน : มิติใหม่การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ด้วยระบบรางสู่จีนและเอเชียตะวันออก
SO OK Trading: ผู้นำการส่งออกทุเรียนสดไทยสู่ตลาดจีน ด้วยระบบรถไฟความเร็วสูง ไทย–ลาว–จีน และ Cold-Chain Logistics ที่ทันสมัย เราสามารถส่งมอบทุเรียนสดคุณภาพพรีเมียมถึงมือผู้บริโภคจีนภายในเวลาไม่ถึง 15 ชั่วโมง สดใหม่ รสชาติหวานมัน และได้มาตรฐานสากล ทุเรียนไทย — ราชาแห่งผลไม้ - รสชาติพรีเมียมที่ผู้บริโภคจีนหลงรัก - ราคาที่แข่งขันได้ พร้อมความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง - การันตีคุณภาพทุกผล ส่งตรงจากสวนไทยสู่ตลาดจีน ทำไมต้องเลือก SO OK Trading - เชี่ยวชาญตลาดจีน เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มผลไม้พรีเมียม - ระบบโลจิสติกส์ทันสมัย รักษาความสดใหม่ทุกขั้นตอน - เครือข่ายคู่ค้ากว้างขวาง เชื่อมโยงเกษตรกรไทยกับผู้ซื้อรายใหญ่ในจีน - ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ถึง 50–70% พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่ปี 2569 SO OK Trading ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออก แต่คือพันธมิตรทางธุรกิจที่คุณเชื่อถือได้ เราส่งมอบทุเรียนสดคุณภาพพรีเมียมจากไทย สู่ผู้บริโภคจีนและเอเชียตะวันออกอย่างมั่นคงและยั่งยืน
15 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy