ทะลุแนวต้าน: ทองคำแตะ 5,000 ดอลลาร์ และมุมมองตลาดโลก
อัพเดทล่าสุด: 12 ก.พ. 2026
777 ผู้เข้าชม

ทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ – วัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่
ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดการเงินทั่วโลก หลังจากทะลุระดับจิตวิทยา 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังคงเคลื่อนไหวในทิศทาง Bullish อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนหลักคือการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อสะสมจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะจีนที่เข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15
แนวโน้มราคาทองคำโลก (Q1–Q2/2569)
ในไตรมาสแรก ราคาทองคำมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 5,300–5,400 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุแนวต้านสำคัญได้ มีโอกาสพุ่งต่อไปถึง 5,500–6,000 ดอลลาร์
เข้าสู่ไตรมาสสอง สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ปรับเป้าหมายขึ้นอย่างต่อเนื่อง:
Goldman Sachs ประเมินที่ 5,500–5,800 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าแรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่ง แม้ราคาจะสูง
J.P. Morgan มองเป้าหมายสูงสุดที่ 6,000–6,300 ดอลลาร์ โดยเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงสูงและดอกเบี้ยขาลงจะเป็นตัวเร่งสำคัญ
UBS คาดการณ์ที่ 6,200 ดอลลาร์ โดยมองว่าทองคำจะทำหน้าที่เป็น “Insurance” ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
Citi ประเมินที่ 5,300 ดอลลาร์ในระยะสั้น โดยคาดว่าจะมีการพักฐานก่อนจะพุ่งต่อไปถึง 6,000 ดอลลาร์
Standard Chartered มองเป้าหมายที่ 5,500 ดอลลาร์ โดยให้ความสำคัญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรป
ราคาทองคำในประเทศ (บาททองคำ)
เมื่อค่าเงินบาททรงตัวที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองแท่งไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 74,500–80,300 บาท ขึ้นอยู่กับระดับราคาทองโลก หากเงินบาทแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองไทยจะขึ้นช้ากว่าทองโลก นักลงทุนจึงต้องติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยควบคู่ไปด้วย
กลยุทธ์การลงทุน By SO OK TRADING
นักเก็งกำไรระยะสั้น (Trading):
ควรเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวใกล้แนวรับ 5,000–5,050 ดอลลาร์ และตั้งจุดหยุดขาดทุนหากราคาหลุด 4,950 ดอลลาร์
นักลงทุนระยะยาว (Holding):
ควรถือต่อเนื่องเพราะดอกเบี้ยโลกยังเป็นขาลง แต่ควรทยอยขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทะลุ 5,400–5,500 ดอลลาร์ หรือหากทองไทยแตะระดับ 80,000 บาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพักฐาน
สัญญาณที่ต้องจับตา (ส่งผลต่อราคาทอง)
ถ้อยแถลงของประธานเฟด หากส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้าลง ทองอาจพักฐานแรง
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ หากดอลลาร์กลับมาแข็งค่า จะกดดันราคาทองทันที
สถานการณ์ตะวันออกกลาง หากมีข่าวสงบศึกชั่วคราว ทองอาจปรับฐานสั้นๆ ตามแรงขายทำกำไร
บทสรุปจาก SO OK TRADING
ทองคำกำลังอยู่ใน วัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ หลังทะลุ 5,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการถือระยะยาวและการเก็งกำไรระยะสั้น โดยจับตาแนวรับสำคัญที่ 5,000 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 5,500 ดอลลาร์ เพื่อวางแผนการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ
แนะนำบริษัท SO OK TRADING
เช่นเดียวกับทองคำที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น SO OK TRADING มุ่งมั่นสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านการส่งออกสินค้าพรีเมียม เช่น ผลไม้คุณภาพสูง ข้าว โลหะ และพลังงานสะอาด
บริษัทมุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นด้วย การเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจไทยสู่เวทีโลก ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านสินค้า การตลาดเชิงข้อมูลและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าต่างประเทศ
ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดการเงินทั่วโลก หลังจากทะลุระดับจิตวิทยา 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังคงเคลื่อนไหวในทิศทาง Bullish อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนหลักคือการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อสะสมจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะจีนที่เข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15
แนวโน้มราคาทองคำโลก (Q1–Q2/2569)
ในไตรมาสแรก ราคาทองคำมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 5,300–5,400 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุแนวต้านสำคัญได้ มีโอกาสพุ่งต่อไปถึง 5,500–6,000 ดอลลาร์
เข้าสู่ไตรมาสสอง สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ปรับเป้าหมายขึ้นอย่างต่อเนื่อง:
Goldman Sachs ประเมินที่ 5,500–5,800 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าแรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่ง แม้ราคาจะสูง
J.P. Morgan มองเป้าหมายสูงสุดที่ 6,000–6,300 ดอลลาร์ โดยเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงสูงและดอกเบี้ยขาลงจะเป็นตัวเร่งสำคัญ
UBS คาดการณ์ที่ 6,200 ดอลลาร์ โดยมองว่าทองคำจะทำหน้าที่เป็น “Insurance” ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
Citi ประเมินที่ 5,300 ดอลลาร์ในระยะสั้น โดยคาดว่าจะมีการพักฐานก่อนจะพุ่งต่อไปถึง 6,000 ดอลลาร์
Standard Chartered มองเป้าหมายที่ 5,500 ดอลลาร์ โดยให้ความสำคัญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรป
ราคาทองคำในประเทศ (บาททองคำ)
เมื่อค่าเงินบาททรงตัวที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองแท่งไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 74,500–80,300 บาท ขึ้นอยู่กับระดับราคาทองโลก หากเงินบาทแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองไทยจะขึ้นช้ากว่าทองโลก นักลงทุนจึงต้องติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยควบคู่ไปด้วย
กลยุทธ์การลงทุน By SO OK TRADING
นักเก็งกำไรระยะสั้น (Trading):
ควรเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวใกล้แนวรับ 5,000–5,050 ดอลลาร์ และตั้งจุดหยุดขาดทุนหากราคาหลุด 4,950 ดอลลาร์
นักลงทุนระยะยาว (Holding):
ควรถือต่อเนื่องเพราะดอกเบี้ยโลกยังเป็นขาลง แต่ควรทยอยขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทะลุ 5,400–5,500 ดอลลาร์ หรือหากทองไทยแตะระดับ 80,000 บาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพักฐาน
สัญญาณที่ต้องจับตา (ส่งผลต่อราคาทอง)
ถ้อยแถลงของประธานเฟด หากส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้าลง ทองอาจพักฐานแรง
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ หากดอลลาร์กลับมาแข็งค่า จะกดดันราคาทองทันที
สถานการณ์ตะวันออกกลาง หากมีข่าวสงบศึกชั่วคราว ทองอาจปรับฐานสั้นๆ ตามแรงขายทำกำไร
บทสรุปจาก SO OK TRADING
ทองคำกำลังอยู่ใน วัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ หลังทะลุ 5,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการถือระยะยาวและการเก็งกำไรระยะสั้น โดยจับตาแนวรับสำคัญที่ 5,000 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 5,500 ดอลลาร์ เพื่อวางแผนการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ
แนะนำบริษัท SO OK TRADING
เช่นเดียวกับทองคำที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น SO OK TRADING มุ่งมั่นสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านการส่งออกสินค้าพรีเมียม เช่น ผลไม้คุณภาพสูง ข้าว โลหะ และพลังงานสะอาด
บริษัทมุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นด้วย การเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจไทยสู่เวทีโลก ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านสินค้า การตลาดเชิงข้อมูลและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าต่างประเทศ
บทความที่เกี่ยวข้อง
An analysis of the aluminum market in 2026 indicates a likely continued market deficit and upward price pressure, driven by constrained supply and resilient demand from green energy sectors. However, significant volatility is expected due to policy uncertainties and the potential for new Indonesian supply to eventually balance the market.
Key Drivers and Projections for 2026
Supply Side Analysis
Capacity Constraints: China's primary aluminum output is approaching its self-imposed 45 million-tonne capacity cap, limiting global supply growth.
Power Challenges: Smelters outside of China face intense competition for power from energy-intensive sectors like AI data centers, which are willing to pay higher prices for long-term contracts. This has kept significant capacity offline in Europe and the US.
Production Disruptions: Outages and potential shutdowns at existing smelters in Iceland and Mozambique further tighten the market.
Scrap Supply Pressure: The EU's planned implementation of the Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) and potential scrap export tariffs in spring 2026 are expected to impact global scrap flows, creating regional shortages and price volatility.
New Capacity: Indonesia is a key source of new supply, with several projects in the pipeline. However, analysts suggest the pace of the ramp-up may be slower than expected due to infrastructure and policy challenges, meaning it is unlikely to fully offset near-term tightness.
Demand Side Analysis
Green Transition Demand: Demand from "green" sectors such as solar panels, new energy vehicles, and energy transition infrastructure remains strong, providing fundamental support for the market.
Substitution Effect: Aluminum's wide price discount relative to copper has encouraged substitution in electrical applications, acting as a tailwind for demand and prices.
Construction and Automotive: The construction and automotive industries continue to be major consumers, with growing demand for lightweight, low-carbon aluminum products.
Price Forecasts and Volatility
The market is expected to remain in a deficit in 2026, with estimates ranging from 200,000 to 600,000 tonnes. This structural tightness is leading most analysts to forecast sustained or rising prices.
Bullish Views: Analysts at Bank of America project prices of $3,000/tonne as early as 2026. J.P. Morgan also expects prices to approach $3,000/tonne in Q1 2026. ING forecasts an average price of $2,900/tonne for the year.
Bearish/Conservative Views: Goldman Sachs is an outlier, forecasting prices to decline to $2,350/tonne by Q4 2026, anticipating a market surplus later in the year. SMM forecasts a "high first, then lower" pattern, with prices finding equilibrium in the $2,700–$2,800/tonne range by year-end.
Premiums: Regional premiums, particularly the US Midwest premium, are expected to remain high and volatile due to tariffs and regional supply dynamics, creating a disconnect from the LME benchmark price.
In essence, 2026 is projected to be a year of high volatility where participants need to focus on scenario readiness rather than relying on a single price forecast, as geopolitical and energy policies significantly influence regional supply and costs
31 ธ.ค. 2025
ปี 2569 ทองแดงไม่ใช่แค่โลหะ — แต่คือ “หัวใจของอนาคต”
เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI, พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ทองแดงจึงกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ไม่มีใครแทนได้ ราคาพุ่งแรงตั้งแต่ต้นปี และกำลังเข้าสู่ “ช่วงพีค” ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง
SO OK TRADING พร้อมเป็นพันธมิตรที่คุณไว้ใจได้ ในการจัดหาทองแดงคุณภาพสูง ทั้งเศษทองแดงรีไซเคิลและทองแดงบริสุทธิ์ เพื่อรองรับความต้องการที่กำลังทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
12 ก.พ. 2026
ในปี 2026 ตลาดสังกะสีกำลังพลิกโฉมครั้งใหญ่ จากโลหะที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงวัสดุสำหรับชุบเหล็กและงานก่อสร้าง กำลังกลายเป็น “โลหะยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการใช้ในโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์และกังหันลม
แม้ตลาดโลกจะเผชิญภาวะ อุปทานล้น จากการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่โอกาสใหม่กำลังเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการที่มองไกลและปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะสังกะสีไม่ได้เป็นเพียงโลหะธรรมดาอีกต่อไป แต่คือ หัวใจของการสร้างโลกที่ยั่งยืนและปลอดคาร์บอน
3 เม.ย. 2026


