ทองคำโลกกำลังสร้างฐานใหม่ — โอกาสหรือความเสี่ยง : บทความโดย SO OK TRADING
อัพเดทล่าสุด: 3 ก.พ. 2026
472 ผู้เข้าชม

ภาพรวมการเคลื่อนไหวทองคำ (ปลายมกราคม – ต้นกุมภาพันธ์ 2569)
ตลาดทองคำโลกเพิ่งผ่านช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น Historic Reversal หรือการกลับตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ปลายเดือนมกราคมราคาทองคำทะยานขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้ราคาทองแท่งในไทยพุ่งทะลุ 80,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น แรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก ราคาทองคำโลกจึงปรับฐานลงแรงกว่า 800–900 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ขณะที่ราคาทองไทยก็ลดลงกว่า 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ในช่วง 31.60–32.00 บาทต่อดอลลาร์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองในประเทศไม่ให้ร่วงแรงตามตลาดโลก
สถานการณ์ล่าสุด (3 กุมภาพันธ์ 2569)
ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 4,664–4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างฐานใหม่หลังจากการร่วงลงแรง ขณะที่ราคาทองแท่งในไทยยังทรงตัวสูงที่ 70,000–71,000 บาท แม้ราคาตลาดโลกจะลดลงมากแล้วก็ตาม
แนวโน้มระยะสั้น (3–10 กุมภาพันธ์ 2569)
ตลาดโลก:
ราคากำลังอยู่ในช่วง “สะสมพลัง” หลังการปรับฐาน แนวรับสำคัญคือ 4,600 ดอลลาร์ หากหลุดอาจเห็นการร่วงไปถึง 4,400–4,550 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคายืนได้และรีบาวด์ขึ้น เป้าหมายแรกคือ 4,900–5,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดจะพยายามทดสอบอีกครั้ง
ตลาดไทย:
ราคาทองแท่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 69,500–72,500 บาท โดยมีค่าเงินบาทเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ ราคาทองในประเทศอาจถูกลงอีก
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) และข้อมูล ADP ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์
แรงขายทำกำไร หลังจากราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนจำนวนมากยังคงทยอยขายเพื่อปิดกำไร
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอลลาร์และทองคำ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นแรงหนุนระยะยาว
มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก
J.P. Morgan: แม้ราคาจะปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1980 แต่ยังคงมองเป้าหมายปลายปีที่ 6,300 ดอลลาร์ โดยเชื่อว่าการย่อตัวครั้งนี้เป็นเพียงการขจัดความล้นเกินของตลาด
Goldman Sachs: ให้เป้าหมายที่ 4,900–5,400 ดอลลาร์ โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุน * --> ทองยังเป็นที่สะสมของรัฐบาลในแต่ละประเทศอยู่เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
UBS: คาดการณ์ที่ 5,400–6,200 ดอลลาร์ หากปัญหาซัพพลายทองคำยังคงอยู่และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย
Bank of America: คาดราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ 5,000 ดอลลาร์
มุมมองจากนักวิเคราะห์ในไทย
YLG Bullion: มองว่าทองคำยังมีโอกาสไปต่อ โดยเป้าหมายอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ แต่เตือนให้ระวังความผันผวนในเดือนกุมภาพันธ์
SO OK TRADING มองว่าราคาในช่วงเดือน กุมภาพันธ์จะอยู่ที่ระดับ 5,000 ดอลาร์ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ว่าราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,500 - 5,250 USD/Onz สำหรับราคาทองไทยน่าจะอยู่ที่ระดับ 70,000 - 7ุ6,000 บาท เฉลี่ยมระดับ 73,500 บาท แต่ความผันผวนสูง และต้องดูค่าเงินบาทประกอบ
กลยุทธ์การลงทุน บทสรุปจาก SO OK TRADING
สายสะสม (ถือยาว): หากราคายืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ ได้อย่างมั่นคง ถือเป็นจังหวะสะสมไม้แรก เพราะสถาบันใหญ่ยังคงมองบวกในระยะยาว
สายเก็งกำไร (เทรดสั้น): เล่นในกรอบ 4,600–4,900 ดอลลาร์ ระวังแรงขายหนักหากราคาดีดขึ้นไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง
ผู้ลงทุนในไทย: จับตาค่าเงินบาท หากแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ จะเป็นโอกาสซื้อทองในประเทศในราคาที่ถูกลง
สรุปภาพรวม
ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐานแรง” หลังจากพุ่งทะยานเกินจริงในเดือนมกราคม แม้ระยะสั้นจะผันผวนสูง แต่ระยะกลางถึงยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินทั่วโลก นักลงทุนที่ถือยาวสามารถใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสสะสม ส่วนผู้เล่นสั้นต้องระวังแรงขายและความผันผวนที่ยังคงสูงในสัปดาห์นี้
ตลาดทองคำโลกเพิ่งผ่านช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น Historic Reversal หรือการกลับตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ปลายเดือนมกราคมราคาทองคำทะยานขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้ราคาทองแท่งในไทยพุ่งทะลุ 80,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น แรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก ราคาทองคำโลกจึงปรับฐานลงแรงกว่า 800–900 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ขณะที่ราคาทองไทยก็ลดลงกว่า 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ในช่วง 31.60–32.00 บาทต่อดอลลาร์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองในประเทศไม่ให้ร่วงแรงตามตลาดโลก
สถานการณ์ล่าสุด (3 กุมภาพันธ์ 2569)
ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 4,664–4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างฐานใหม่หลังจากการร่วงลงแรง ขณะที่ราคาทองแท่งในไทยยังทรงตัวสูงที่ 70,000–71,000 บาท แม้ราคาตลาดโลกจะลดลงมากแล้วก็ตาม
แนวโน้มระยะสั้น (3–10 กุมภาพันธ์ 2569)
ตลาดโลก:
ราคากำลังอยู่ในช่วง “สะสมพลัง” หลังการปรับฐาน แนวรับสำคัญคือ 4,600 ดอลลาร์ หากหลุดอาจเห็นการร่วงไปถึง 4,400–4,550 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคายืนได้และรีบาวด์ขึ้น เป้าหมายแรกคือ 4,900–5,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดจะพยายามทดสอบอีกครั้ง
ตลาดไทย:
ราคาทองแท่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 69,500–72,500 บาท โดยมีค่าเงินบาทเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ ราคาทองในประเทศอาจถูกลงอีก
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) และข้อมูล ADP ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์
แรงขายทำกำไร หลังจากราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนจำนวนมากยังคงทยอยขายเพื่อปิดกำไร
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอลลาร์และทองคำ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นแรงหนุนระยะยาว
มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก
J.P. Morgan: แม้ราคาจะปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1980 แต่ยังคงมองเป้าหมายปลายปีที่ 6,300 ดอลลาร์ โดยเชื่อว่าการย่อตัวครั้งนี้เป็นเพียงการขจัดความล้นเกินของตลาด
Goldman Sachs: ให้เป้าหมายที่ 4,900–5,400 ดอลลาร์ โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุน * --> ทองยังเป็นที่สะสมของรัฐบาลในแต่ละประเทศอยู่เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
UBS: คาดการณ์ที่ 5,400–6,200 ดอลลาร์ หากปัญหาซัพพลายทองคำยังคงอยู่และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย
Bank of America: คาดราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ 5,000 ดอลลาร์
มุมมองจากนักวิเคราะห์ในไทย
YLG Bullion: มองว่าทองคำยังมีโอกาสไปต่อ โดยเป้าหมายอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ แต่เตือนให้ระวังความผันผวนในเดือนกุมภาพันธ์
SO OK TRADING มองว่าราคาในช่วงเดือน กุมภาพันธ์จะอยู่ที่ระดับ 5,000 ดอลาร์ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ว่าราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,500 - 5,250 USD/Onz สำหรับราคาทองไทยน่าจะอยู่ที่ระดับ 70,000 - 7ุ6,000 บาท เฉลี่ยมระดับ 73,500 บาท แต่ความผันผวนสูง และต้องดูค่าเงินบาทประกอบ
กลยุทธ์การลงทุน บทสรุปจาก SO OK TRADING
สายสะสม (ถือยาว): หากราคายืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ ได้อย่างมั่นคง ถือเป็นจังหวะสะสมไม้แรก เพราะสถาบันใหญ่ยังคงมองบวกในระยะยาว
สายเก็งกำไร (เทรดสั้น): เล่นในกรอบ 4,600–4,900 ดอลลาร์ ระวังแรงขายหนักหากราคาดีดขึ้นไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง
ผู้ลงทุนในไทย: จับตาค่าเงินบาท หากแข็งค่าลงต่ำกว่า 31.50 บาท/ดอลลาร์ จะเป็นโอกาสซื้อทองในประเทศในราคาที่ถูกลง
สรุปภาพรวม
ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐานแรง” หลังจากพุ่งทะยานเกินจริงในเดือนมกราคม แม้ระยะสั้นจะผันผวนสูง แต่ระยะกลางถึงยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินทั่วโลก นักลงทุนที่ถือยาวสามารถใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสสะสม ส่วนผู้เล่นสั้นต้องระวังแรงขายและความผันผวนที่ยังคงสูงในสัปดาห์นี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
ราคาพลวงแท่ง (Antimony Ingot) ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 25,450 ดอลลาร์สหรัฐ/เมตริกตัน (FOB จีน, ความบริสุทธิ์ 99.65%) และในตลาดยุโรปอยู่ที่ราว 34,000–35,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปทานและความต้องการที่ยังคงทรงตัวในตลาดโลก.
- ตลาดยุโรป (99.65% Sb): 34,000–35,500 USD/เมตริกตัน (31 ธ.ค. 2025) - (ROTTERDAM PRICE) *** เป็นเงินไทยไประมาณ 1.15 - 1.2 MB ซึงปรับตัวลดลงจากช่วงกลางปี 2025 ที่เคยสูงสุดที่ระดับ 48,000 - 52,000 USD/MT อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากการจำกัดการส่งออกของรัฐบาลจีน
5 ม.ค. 2026
พลวง (Antimony, Sb) คือธาตุกึ่งโลหะสีเทาเงิน มีคุณสมบัติแข็งแต่เปราะ ทนความร้อนและสารเคมีได้ดี นิยมใช้ผสมโลหะอื่น (เช่น ตะกั่ว) เพิ่มความแข็งในแบตเตอรี่, โลหะตัวพิมพ์ และแบริ่ง รวมถึงใช้ทำสารหน่วงไฟ, พลาสติก, สารกึ่งตัวนํา และดอกไม้ไฟ โดยแหล่งแร่พลวงสำคัญพบได้ในหลายจังหวัดของไทย เช่น แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ตาก.
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับพลวง
ชื่อ: พลวง หรือ แอนทิโมนี (Antimony) มีสัญลักษณ์ทางเคมีคือ Sb มาจากภาษาลาตินว่า Stibium.
ลักษณะ: เป็นผลึกแข็งสีขาวคล้ายเงิน มีความเงา แต่เปราะมาก และเป็นตัวนำไฟฟ้าความร้อนที่ไม่ดี.
คุณสมบัติเด่น:
ผสมกับโลหะอื่น: เมื่อผสมกับโลหะอ่อน เช่น ตะกั่ว จะเพิ่มความแข็งแรงได้อย่างมาก.
ทนทาน: ทนความร้อนและปฏิกิริยาเคมีได้ดี.
การนำไปใช้ประโยชน์:
อุตสาหกรรม: ผสมในโลหะทำแบตเตอรี่ (ตะกั่ว-พลวง), โลหะตัวพิมพ์, ลูกปืน, แบริ่งรถยนต์, บัดกรี, ท่อปลอกสายเคเบิล.
สารหน่วงไฟ: ใช้ในพลาสติก, ใยสังเคราะห์, เสื้อผ้าเด็ก, ของเล่น เพื่อชะลอการติดไฟ.
อิเล็กทรอนิกส์: ทำสารกึ่งตัวนำ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด (Diode).
อื่นๆ: ทำสีทนไฟ, เครื่องสำอาง (หลอดยาสีฟัน), ดอกไม้ไฟ, เชื้อปะทุ.
แหล่งที่พบในไทย: พบได้ในหลายจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ตาก, ระยอง, สุราษฎร์ธานี.
แร่สำคัญ: แร่พลวงซัลไฟด์ (Stibnite) หรือ พลวงเงิน, พลวงออกไซด์.
10 ธ.ค. 2025
อลูมิเนียม P1020 / A7 — โลหะเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตยั่งยืน
ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือหัวใจสำคัญของ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล
ค้นพบว่าอลูมิเนียมบริสุทธิ์เกรดสูงนี้กำลังกลายเป็น “เสาหลัก” ของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และเหตุผลที่ SO OK TRADING คือพันธมิตรที่คุณไว้วางใจได้
✨ #SOOKTRADING #อลูมิเนียมP1020 #อลูมิเนียมA7 #GreenAluminum #ยานยนต์ไฟฟ้า #พลังงานสะอาด #เศรษฐกิจยั่งยืน #ส่งออกไทย #โลหะเชิงกลยุทธ์
28 ม.ค. 2026


