“SO OK TRADING วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันโลกท่ามกลางความขัดแย้งตะวันออกกลาง ไตรมาส 3-4 /2026”สงครามปะทุรอบใหม่

สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ปี 2026 : บทความโดย SO OK TRADING : 22 JULY 2026
--------------
ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง
ปี 2026 กลายเป็นปีที่โลกต้องจับตา “สมรภูมิพลังงาน” อย่างใกล้ชิด เมื่อความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ–อิหร่าน ปะทุหนัก ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวล่มสลาย และการโจมตีตอบโต้ทางทหารในอ่าวเปอร์เซียทวีความดุเดือดขึ้นทุกวัน
--------------
ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกถูกจำกัดการเดินเรืออย่างหนัก ปริมาณเรือผ่านลดลงเหลือเพียง 13 ลำต่อวัน สะท้อนความเสี่ยงขั้นสูงสุด
กลุ่มฮูติ: ขู่ปิดล้อมเส้นทางเดินเรือและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
ปัจจัยนอกภูมิภาค: ท่อส่งน้ำมัน CPC ของรัสเซีย–คาซัคสถานหยุดชะงักหลังถูกโดรนโจมตีในทะเลดำ ยิ่งซ้ำเติมอุปทานโลกให้ตึงตัว
--------------------------
⛽ Outlook ราคาน้ำมัน Q3–Q4/2026
ไตรมาส 3 เปิดฉากด้วยราคาน้ำมันที่ยังคง แรงดันสูง จากสงครามและการปิดเส้นทางเดินเรือ โดย Brent เคลื่อนไหวใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสดีดขึ้นไปแตะ 95 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นักวิเคราะห์บางสำนักเตือนว่า หากเลวร้ายที่สุด ราคามีโอกาสทะลุ 100–120 ดอลลาร์ หรือแม้แต่ 150 ดอลลาร์ หากสงครามเต็มรูปแบบเกิดขึ้นจริง
แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ภาพเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย — แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่แรงกดดันจาก อุปสงค์ที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯ ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับฐานลงมาอยู่แถว 80–86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม ตลาดอาจเข้าสู่โหมด “พักหายใจ” หลังจากวิ่งขึ้นแรงในช่วงกลางปี
กล่าวง่าย ๆ คือ Q3 คือช่วงตึงเครียดและเสี่ยงพุ่งแรง ส่วน Q4 คือช่วงผันผวนและปรับฐาน แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมา
--------------------------
Outlook เงินเฟ้อโลก Q3–Q4/2026
ราคาน้ำมันที่พุ่งแรงใน Q3/2026 กลายเป็นตัวจุดชนวนให้ เงินเฟ้อโลกกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นทันที ส่งผลต่อค่าขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และวัตถุดิบในอุตสาหกรรม โดย Rystad Energy เตือนว่า หากราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ โลกอาจเผชิญ Shock เงินเฟ้อรอบใหม่ ที่ซ้ำเติมค่าครองชีพ
พอเข้าสู่ Q4 แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับฐาน แต่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ เพราะราคาพลังงานที่สูงในช่วงก่อนหน้าได้ซึมเข้าไปในโครงสร้างต้นทุนแล้ว ธนาคารโลกประเมินว่า ปี 2026 จะเห็นราคาพลังงานโดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า 24% และลากให้ราคาปุ๋ย–อาหารทั่วโลกขยับตามไปด้วย
---------------------------
ปัจจัยอุปสงค์ที่เปลี่ยนไป
จีน: ความต้องการใช้น้ำมันดิบปี 2026 ลดลง 4.9% และน้ำมันสำเร็จรูปหดตัวแรงถึง 6.4% การรุกคืบของ EV และพลังงานหมุนเวียนที่ทะลุ 1.8 พันล้านกิโลวัตต์ กดความต้องการฟอสซิลลงถาวร ขณะเดียวกันจีนยังมีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์สูงถึง 900–1,400 ล้านบาร์เรล
สหรัฐฯ: ความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ยังคงเพิ่มกำลังการผลิตและระบายคลังสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพ พร้อมข้อตกลงพลังงานกับจีนในการขยายการนำเข้า WTI และ LNG เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
---------------------------
⚡ โครงสร้างพลังงานโลกที่เปลี่ยนผ่าน
จีน: พลังงานหมุนเวียนติดตั้งแตะ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจริงจากพลังงานสะอาดอยู่ที่ 43–45%
สหรัฐฯ: ภายใต้นโยบาย “American Energy Dominance” ของรัฐบาลทรัมป์ มีการอนุมัติการขุดเจาะเพิ่มขึ้น 55% ส่งออก LNG ทะลุ 100 ล้านเมตริกตัน และเร่งระบายน้ำมัน WTI ออกสู่ตลาดโลก
---------------------------
✨ สรุปภาพรวม สถานการณ์ราคาน้ำมัน
ปี 2026 จึงเหมือน — ไตรมาส 3 คือช่วงที่ตลาดยังวิ่งขึ้นแรงจากความเสี่ยงสงครามและการปิดเส้นทางเดินเรือ ส่วนไตรมาส 4 แม้จะเริ่มลงจากยอดเขา แต่ก็ยังอยู่บนทางลาดชันที่ทำให้ผู้โดยสารทั่วโลก (เศรษฐกิจและผู้บริโภค) รู้สึก เวียนหัวกับเงินเฟ้อ ที่ไม่ยอมลงง่าย ๆ
----------------------------
ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญ สองแรงกดดันพร้อมกัน:
ความเสี่ยงอุปทานขาดแคลนจากสงครามและการปิดเส้นทางเดินเรือ
อุปสงค์ที่ชะลอตัวจากจีนและสหรัฐฯ ที่หันไปใช้พลังงานสะอาดและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูงมาก อาจแกว่งตัวระหว่าง 75–86 ดอลลาร์ในกรณีฐาน ไปจนถึงทะลุ 120–150 ดอลลาร์ หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นจริง
----------------------------
SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ
SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE
VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM
FACEBOOK : SOOK TRADING
---------------------------


