แชร์

“โลกพลิกโฉมยุคประชากรหดตัว : Low Fertility Era จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก — TOTAL CHANGE OVER”

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.ค. 2026
170 ผู้เข้าชม

ภาพรวมประชากรโลกและเศรษฐกิจในยุคคนเกิดน้อย (Low Fertility Era) : SO OK TRADING : 21 JULY 2026 

----------------------

แนวโน้มประชากรโลก
ประชากรโลกในปัจจุบันมีมากกว่า 8.3 พันล้านคน และแม้จะยังคงเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดที่ 10.3 พันล้านคน ในช่วงกลางทศวรรษ 2080 ก่อนจะเริ่มหดตัวลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

---------------------

4 แนวโน้มสำคัญ : อัตราการเกิดดิ่งลงทั่วโลก

กว่า 71% ของประชากรโลกอยู่ในประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการรักษาจำนวนประชากรให้คงที่ หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบางประเทศในยุโรป มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 1.0 ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤต
การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

----------------------

อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นจากนวัตกรรมทางการแพทย์

สัดส่วนผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) จะกลายเป็นกลุ่มประชากรหลักในหลายประเทศ

อินเดียขึ้นแท่นประชากรมากที่สุดในโลก มีประชากรราว 1,469 ล้านคน แซงหน้าจีนที่ลดลงเหลือ 1,407 ล้านคน

อินเดียยังคงมีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

แอฟริกาเติบโตสวนกระแส เป็นภูมิภาคเดียวที่ยังคงมีอัตราการเกิดสูง

สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยรุ่นมากที่สุดในโลก ทำให้แอฟริกากลายเป็นฐานแรงงานและตลาดใหม่ที่สำคัญในศตวรรษนี้

 ----------------------

วิกฤตประชากรไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ การหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 75 ปี

ปี 2568: เด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน → "ตายมากกว่าเกิด" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

ปี 2569: คาดว่าเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 400,000 คนเป็นครั้งแรก

-----------------------

ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยไม่อยากมีลูก

กับดักเศรษฐกิจและค่าครองชีพสูง — รายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย ค่าเทอมและการเลี้ยงดูเด็กมีต้นทุนสูง

ค่านิยม Gen Y และ Gen Z — แต่งงานช้าลง เลือกเป็นโสด หรือไม่อยากมีพันธะ 

อัตราเจริญพันธุ์ต่ำวิกฤต — TFR ของไทยเหลือเพียง 0.78 ต่ำที่สุดในโลก

การคาดการณ์ประชากรไทย

ปี 2569: เหลือ 65.8 ล้านคน
ปี 2578: ลดเหลือ 61.9 ล้านคน วัยแรงงานหายไป 3.4 ล้าน ผู้สูงอายุเกิน 28%

ปี 2587: ต่ำกว่า 60 ล้าน โรงเรียนทยอยปิด ขาดแรงงานขั้นวิกฤต

-----------------------
 
ผลกระทบเศรษฐกิจโลก

GDP โลกโตช้าลง — จากแรงงานลดลง เศรษฐกิจโลกโตเฉลี่ยเพียง 2.5–2.9%

การคลังและบำนาญตึงตัว — รัฐเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ต้องแบกรับสวัสดิการผู้สูงวัย

นวัตกรรมเสี่ยงชะงักงัน — คนเกิดน้อยทำให้ขาดนักวิจัยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

------------------------
 
การปรับตัวของธุรกิจ - สู่ยุคประชากรลดลง

AI และ Automation: ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานมนุษย์ เพิ่มผลิตภาพต่อหัว

War for Talent: ประเทศแข่งขันกันดึงแรงงานทักษะสูงด้วย Talent Visa

Silver Economy: ธุรกิจสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเทคโนโลยีผู้สูงอายุเติบโตสวนกระแส

-------------------------
 
การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก จากประชากรศาสตร์

ขั้วหดตัว: ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ยุโรป ไทย → ตลาดภายในหดตัว ต้องพึ่งส่งออกและแรงงานต่างชาติ

ขั้วขยายตัว: แอฟริกา เอเชียใต้บางส่วน → ฐานการผลิตและตลาดเกิดใหม่ของโลก

-------------------------
 
อาเซียนในยุคประชากรเปลี่ยน

อัตราการเกิดสูงสุด: ติมอร์-เลสเต (21.9 ต่อ 1,000 คน), สปป.ลาว (20.8), กัมพูชา (20.1)

อัตราการเกิดต่ำวิกฤต: สิงคโปร์และไทย (~8 ต่อ 1,000 คน)

------------------------
เศรษฐกิจอาซียนยุคปี 2026

ดาวรุ่ง:

เวียดนาม โตแรงสุด 7.2% จากการย้ายฐานผลิตและเศรษฐกิจกลางคืน
อินโดนีเซีย โต 5.2–5.6% จาก Data Center และ EV
มาเลเซีย โต 4.6% จากห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์


เปราะบาง:

ฟิลิปปินส์ โตเพียง 3.8% จากภัยพิบัติและกำลังซื้ออ่อน
ไทย โตต่ำสุด 1.8–2.0% จากหนี้ครัวเรือนและโครงสร้างเศรษฐกิจ
 
เศรษฐกิจอาเซียนยุคปี 2030

อันดับเศรษฐกิจใหม่:

อินโดนีเซีย (2.07 ล้านล้านดอลลาร์)
ฟิลิปปินส์ (746 พันล้านดอลลาร์)
สิงคโปร์ (721 พันล้านดอลลาร์)
เวียดนาม (666 พันล้านดอลลาร์)
ไทย (654 พันล้านดอลลาร์)

-----------------------

3 Megatrends ยุคประชากรโลกลดลง

เศรษฐกิจดิจิทัลโตทะยาน 2 เท่า

ย้ายฐานผลิตตามยุทธศาสตร์ China+1

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
 
โลกกำลังเข้าสู่ ยุคประชากรหดตัว และ เศรษฐกิจเน้นผลิตภาพ ประเทศและธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ ต้องปรับตัวจากระบบแรงงานเข้มข้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย เทคโนโลยีและ AI 

------------------------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ 

SO OK TRADING : FAST SHAP RELIABLE 

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

FACEBOOK : SOOK TRADING

----------------------

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
“อลูมิเนียมพุ่งแรงทะลุจุดเดือด! ซัพพลายสะเทือนโลก – เจาะลึกแนวโน้มราคาและพรีเมียม 2026 โดย SO OK TRADING”: 27/5/2026
อลูมิเนียมโลกพุ่งแรงที่สุดในรอบ 4 ปี! ตลาดอลูมิเนียมทั่วโลกกำลังเดือดสุดขีด — ราคาทะยานแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2022 พร้อมภาวะ Backwardation ที่สะท้อนความตื่นตระหนกของผู้ซื้อทั่วโลก! บทวิเคราะห์ล่าสุดโดย SO OK TRADING วันที่ 27 พฤษภาคม 2026 เจาะลึกทุกมิติของตลาดโลหะยุทธศาสตร์แห่งปี ทั้ง
27 พ.ค. 2026
“อลูมิเนียม: โลหะอุตสาหกรรมแห่งยุค EV และพลังงานสะอาด — จากประตูบ้านสู่แบตเตอรี่รถยนต์ สู่โอกาสทอง Green Aluminum ไทยในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" บทความโดย SO OK TRADING: 19 มีนาคม 2026
“อลูมิเนียม: โลหะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” จากวัสดุธรรมดา สู่หัวใจของ EV และ Green Industry อลูมิเนียมกำลังกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะ 4 เกรดหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม:
19 มี.ค. 2026
“อลูมิเนียมเดือด! MJP พุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี – จับตาค่าพรีเมียมและราคาโลหะโลก Q3/2026 เมื่อซัพพลายตึงตัว ไทยต้องปรับกลยุทธ์ | SO OK TRADING วิเคราะห์ตลาดอลูมิเนียมโลก” 11 JUNE 2026
อลูมิเนียมเดือด! ค่าพรีเมียม MJP กำลังจะ New High อีกครั้งใน Q3/2026 ตลาดอะลูมิเนียมโลกยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง — เมื่อค่าพรีเมียมญี่ปุ่น (MJP Premium) มีแนวโน้มพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 11 ปี ขณะที่ราคาอลูมิเนียมเงินสด (LME Cash Price) ยืนเหนือ $3,450–$3,700/MT เพิ่มขึ้นกว่า 19% ตั้งแต่ต้นปี! แรงหนุนจากวิกฤตซัพพลายในตะวันออกกลาง การจำกัดส่งออกแร่บ็อกไซต์จากกินี และมาตรการ CBAM ของยุโรป กำลังผลักดันให้ตลาดโลหะทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “ซัพพลายตึงตัว” อย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทย ค่าพรีเมียม CIF Thailand คาดเคลื่อนไหวในกรอบ $370–$420/MT ส่งผลให้ต้นทุนรวมของผู้นำเข้าแตะระดับกว่า 4,150 USD/MT หรือราว 138,000–150,000 บาท/ตัน ดีมานด์ในประเทศยังแข็งแรงในฝั่ง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ฝั่ง ก่อสร้าง เริ่มชะลอตัว ขณะที่การแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากจีนยังคงกดดันตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง
11 มิ.ย. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy