แชร์

“สงครามฮอร์มุซ: เมื่อโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลายเป็นจุดเปราะบางของโลกการค้า" บทความโดย SO OK TRADING :29 มีนาคม 2026

อัพเดทล่าสุด: 29 มี.ค. 2026
169 ผู้เข้าชม

ตลาดโลก Q2/2569: เมื่อสงครามตะวันออกกลางทำให้โลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ เกิดภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” : บทความโดย SO OK TRADING : -  29 มีนาคม 2026 

-------------

สิ้นเดือนมีนาคม 2026 โลกกำลังเผชิญกับ Supply Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ราคาน้ำมันและวัตถุดิบ แต่ยังลามไปถึงระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ

------------- 

สถานการณ์การเมืองและพลังงาน

สงครามยืดเยื้อ: ปฏิบัติการทางทหารมีแนวโน้มลากยาวตลอดเดือนเมษายน และอาจกินเวลาถึง 6 สัปดาห์
ราคาน้ำมันพุ่ง: Brent ขยับขึ้นแตะ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล และมีโอกาสทะลุ 110–130 ดอลลาร์ใน Q2
เศรษฐกิจโลกชะลอ: IMF และ S&P Global ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 จากแรงกดดันด้านพลังงานและเงินเฟ้อ 

------------

โลจิสติกส์และค่าระวาง: จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ: เรือผ่านได้เพียง 8–10 ลำ/วัน จากเดิม 60 ลำ ทำให้เส้นทางเดินเรือหลักหยุดชะงัก
ค่าระวางพุ่งสูง: สายเรือเรียกเก็บ War Risk Surcharge (1,500 ดอลลาร์/TEU) และ Emergency Conflict Surcharge (2,000–4,000 ดอลลาร์/ตู้)
เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป: เพิ่มเวลาเดินทาง 10–15 วัน และต้นทุนสูงขึ้นกว่า 20%
Container Shortage: การอ้อมเส้นทางทำให้ตู้คอนเทนเนอร์สะสมอยู่ที่ท่าเรือ ไม่หมุนเวียนกลับมาในเอเชียทันเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนตู้รุนแรงในเดือนพฤษภาคม
Air Freight พุ่ง 70%: ผู้ส่งออกสินค้าจำเป็น เช่น ยาและอาหาร หันไปใช้เครื่องบินแทนเรือ ทำให้ราคาขนส่งทางอากาศระหว่างเอเชีย–ยุโรปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
 

-------------

ตลาดวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์

ปุ๋ยยูเรีย: ราคาทะยานขึ้นแตะ 700 ดอลลาร์/ตัน และอาจเพิ่มขึ้นอีกใน Q2 เพราะอุปทานหายไปกว่า 35%
กำมะถัน (Sulfur): มีแนวโน้มทะลุ 800 ดอลลาร์/ตัน กระทบอุตสาหกรรมชิปและแบตเตอรี่ในเอเชีย
เม็ดพลาสติก (PP/PE): ราคาพุ่งขึ้นกว่า 37–38% ภายในเดือนเดียว ต้นทุนผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นจนกำไรสุทธิลดลง 1–2%
วิกฤติ Packaging พลาสติก:
ต้นทุนเม็ดพลาสติกสูงขึ้นกว่า 50–60% ทำให้ราคาบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป (ถุง ฟิล์ม ขวด) ปรับขึ้น 20–100%
ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกต้องแบกรับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ยิ่งทำให้การจัดส่งบรรจุภัณฑ์ล่าช้า
ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกในเอเชียมีความเสี่ยงสูงสุด เพราะพึ่งพาซัพพลายจากตะวันออกกลางกว่า 40%

------------- 

ผลกระทบต่อไทย ทั้งอุตสาหกรรม และ เกษตรกรไทย

ต้นทุนเกษตรกร: เดือนเมษายนเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องแบกรับทั้งราคาปุ๋ยและน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น
การส่งออกชะลอ: ตลาดตะวันออกกลางและยุโรปมีความเสี่ยงสูงจากค่าระวางและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์: ผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญราคาบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรสุทธิหดตัว แม้ราคาขายสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น

--------
 
สรุปสินค้าเกษตรไทยใน Q2/2569

ข้าว: ราคาพุ่งจากการกักตุนในตะวันออกกลางและแอฟริกา แต่ต้นทุนปุ๋ยยูเรียสูงกดดันกำไร
น้ำตาล: ราคาทรงตัวถึงปรับขึ้นตามน้ำมัน บราซิลอาจเบนไปผลิตเอทานอลมากขึ้น
มันสำปะหลัง: ราคาพุ่งแรงที่สุด ใช้ทดแทนข้าวโพด/ข้าวสาลี แต่ผลผลิตไทยลดลงจากโรคใบด่าง
ยางพารา: ราคาขึ้นตามยางสังเคราะห์ ความต้องการสูงจากการกักตุนในอุตสาหกรรมล้อยางและถุงมือ
 
--------

สรุปสำหรับผู้ประกอบการ และ ผู้ส่งออกไทย

วิกฤตตู้คอนเทนเนอร์ + วิกฤติ Packaging พลาสติก: สินค้ามูลค่าต่อหน่วยต่ำเสี่ยงถูกสายเรือปฏิเสธ และต้นทุนบรรจุภัณฑ์สูงขึ้นพร้อมกัน
พยายามเน้นตลาดเป้าหมายใหม่: เน้น RCEP (อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) เพื่อลดความเสี่ยงเส้นทางยุโรปและตะวันออกกลาง
กลยุทธ์การขาย: ปรับราคาขายและโครงสร้างสัญญาให้ยืดหยุ่นต่อค่าระวางที่ผันผวน
 

ไตรมาส 2/2569 จะเป็น ช่วงเวลาท้าทายที่สุดของปี สำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูง แต่ยังมี ความยากในการขนส่ง, วิกฤต Container Shortage และวิกฤติ Packaging พลาสติก ที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายชั้น ผู้ส่งออกที่ปรับตัวได้เร็ว เลือกตลาดที่ปลอดภัยกว่า จะมีโอกาสรักษาความสามารถแข่งขันท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตครั้งนี้

 --------

SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE 

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

--------


บทความที่เกี่ยวข้อง
ผลไม้ไทย ความอร่อยจากไทย ผลผลิตจากธรรมชาติ ส่งไกลทั่วโลก : รู้จักผลไม้ไทย และ โอกาสส่งออก ซื้อขาย กับ SO OK TRADING
ผลไม้ไทย: ผลิตภัณฑ์ไทยสู่ตลาดโลก ภาพรวมผลไม้ไทย ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” ด้วยภูมิอากาศและดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถผลิตผลไม้ได้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าว และสับปะรด ซึ่งล้วนมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาพรวมตลาดส่งออก - ตลาดญี่ปุ่น - กล้วย มะม่วง มังคุด และสับปะรดเป็นที่นิยมอย่างมาก - ความตกลง JTEPA ช่วยลดภาษี และการรับรอง GI เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ - ตอบโจทย์ผู้บริโภคญี่ปุ่นที่เน้นสุขภาพและคุณภาพระดับพรีเมียม - ตลาดจีน - ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นสินค้าส่งออกหลัก - จีนเป็นผู้นำเข้าผลไม้ไทยรายใหญ่ที่สุด - รถไฟจีน–ลาวช่วยพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รักษาความสดใหม่ของผลไม้ - ตลาดตะวันตก (ยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย) - มะพร้าวอ่อน มังคุด มะม่วง สับปะรด และแก้วมังกรได้รับความสนใจสูง - ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และความยั่งยืน - ความต้องการสินค้าประมวลผล เช่น ผลไม้อบแห้งและน้ำผลไม้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โอกาสและทิศทางการพัฒนา - ความแตกต่างด้านคุณภาพ: สร้างแบรนด์ผลไม้พรีเมียมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน - เกษตรอัจฉริยะ: ใช้ AI และโดรนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ - นวัตกรรมผลิตภัณฑ์: พัฒนาผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้บรรจุขวด และกลุ่มซูเปอร์ฟู้ด - ความยั่งยืน: ปรับตัวตามกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม (EUDR) และข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ - การยกระดับโลจิสติกส์: ระบบขนส่งเย็นและรถไฟช่วยรักษาความสดใหม่ ✨ สรุป ด้วยจุดแข็งด้าน คุณภาพ นวัตกรรม และ ความยั่งยืน ผลไม้ไทยมีศักยภาพที่จะขยายอิทธิพลในตลาดโลกมากขึ้นในปี 2026 และอนาคต ตลาดญี่ปุ่น จีน และตะวันตกต่างมีจุดแข็งและโอกาสเฉพาะ ทำให้การส่งออกผลไม้ไทยมีแนวโน้มเติบโตเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง
23 ม.ค. 2026
บรรจุภัณฑ์ อลูมิเนียมไทย  : Green Packaging: ทิศทางและแนวโน้มอุตสาหกรรม
บรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมไทย: จุดเปลี่ยนสู่ความยั่งยืนระดับโลก
27 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy