แชร์

สงคราม 2026 USA - IRAN: Wood Pellets ตอบโจทย์พลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต พลิกเกมพลังงานโลกในยุคสงครามน้ำมัน 2026, CBAM และ Net Zero

อัพเดทล่าสุด: 8 มี.ค. 2026
1788 ผู้เข้าชม

ผลกระทบสงครามอ่าว 2026 : USA - IRAN --> “Wood Pellets: พลังงานหมุนเวียนที่โลกต้องการในยุคสงครามน้ำมัน CBAM และ Net Zero”

ในวันที่โลกเผชิญ สงคราม USA–Iran ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน ก๊าซธรรมชาติขาดแคลน และกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมใหม่อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กำลังบังคับใช้ ขณะเดียวกันทุกประเทศเร่งเดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 → Wood Pellets (ชีวมวลอัดแท่ง) จึงถูกยกให้เป็น “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” ที่ตอบโจทย์ทั้ง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางพลังงาน

 
⚡ ทำไม Wood Pellets ถึงสำคัญในวันนี้

ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน: สงคราม USA–Iran ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งกว่า 25% แตะ $115–$125 ต่อบาร์เรล → โรงงานและครัวเรือนหันมาใช้ Wood Pellets ที่ราคาถูกและเสถียรกว่า
ก๊าซธรรมชาติขาดแคลน: LNG จากกาตาร์สะดุด ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้ชีวมวลอัดเม็ดในโรงไฟฟ้า
CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): EU เตรียมบังคับใช้ภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้า → โรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะเสียเปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ผู้ใช้ Wood Pellets ได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและภาพลักษณ์สีเขียว
Net Zero Targets: หลายประเทศเร่งเดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 → Wood Pellets เป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง
 
จุดแข็งของ Wood Pellets

พลังงานหมุนเวียนไม่หมดสิ้น ผลิตจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและไม้โตเร็ว
ค่าความร้อนสูงและเสถียร เผาไหม้สะอาดกว่าชีวมวลดิบ
ลดก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero
ขนส่งง่าย จัดเก็บสะดวก เม็ดขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่และต้นทุน
 
แนวโน้มการใช้งานในแต่ละประเทศ

ยุโรป (EU & UK):
ตลาดใหญ่ที่สุดของโลก ใช้กว่า 27 ล้านตันต่อปีภายในปี 2035
เน้นใช้ทำความร้อนในครัวเรือนและโรงไฟฟ้า
CBAM จะยิ่งผลักดันให้ความต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น
สหรัฐอเมริกา (USA):
ผู้ผลิตและส่งออกอันดับหนึ่งของโลก
ใช้ในประเทศลดลง แต่ส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
ญี่ปุ่น:
ดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในเอเชีย ความต้องการอาจแตะ 20 ล้านตันต่อปีภายในปี 2035
ใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลและผสมกับถ่านหิน (Co-firing) ภายใต้นโยบาย Feed-in Tariff (FiT)
เร่งเดินหน้า Net Zero → Wood Pellets เป็นเชื้อเพลิงหลัก
เกาหลีใต้:
ผู้นำเข้าอันดับต้นๆ ของเอเชีย (3–4 ล้านตันต่อปี)
ใช้ในโรงไฟฟ้าเป็นหลัก แม้จะเริ่มปรับลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี (REC)
จีน:
ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่หันมาใช้ในประเทศมากขึ้นเพื่อลดมลพิษทางอากาศ
ใช้แทนถ่านหินในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและการทำความร้อนในครัวเรือน
สิงคโปร์:
แม้ไม่มีฐานการผลิตใหญ่ แต่ทำหน้าที่เป็น Trading Hub สำคัญในภูมิภาค
ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและการวิจัยพลังงานสะอาด
ไทย:
ผลิตได้มากกว่า 1.1 แสนตันต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัว
จากผู้ส่งออกสู่การใช้ในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า
ศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
การใช้ Wood Pellets จะช่วยให้ไทยรับมือ CBAM และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
 

RENEWABLE AGRICULTURAL ENERGY : -ที่น่าจับตา

Black Pellets (Torrefied Pellets): ค่าความร้อนสูง กันน้ำได้ ใช้แทนถ่านหินโดยไม่ต้องปรับเครื่องจักร
Agricultural Residue Pellets: ใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและ Net Zero
 

✨ สรุปทิศทางและแนวโน้มการใช้งาน Wood Pellets 

ในวันที่โลกเผชิญ สงครามน้ำมันและก๊าซ พร้อมแรงกดดันจาก CBAM และ Net Zero Wood Pellets ไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงทางเลือก แต่คือ พลังงานหมุนเวียนที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมพาโลกก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างมั่นใจ

 SO OK TRADING : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ : SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE : 

หากท่านมีความสนใจต้องการใช้ WOOD PELLETS ท่านสามารถติดต่อหาเราโดยตรงได้ที่ WEBSITE : WWW.SOOKTRADING.COM CONTRACT US --> GIVE INQUIRY หรือ สามารถส่ง E-MAIL หาเราโดยตรงได้ที่ sooktrading@outlook.com

SO OK TRADING สามารถ SUPPLY WOOD PELLETS คุณภาพสูง และ ส่งมอบตรงเวลา ค่าความร้อนสูงกว่า 4,500 เพื่อ Support อุตสาหกรรมท่านได้ 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
“จีนเปลี่ยนโลก ไทยพลิกเกมเศรษฐกิจ – ครึ่งปีหลัง 2569 จากโรงงานของโลก สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และโอกาสใหม่ที่ไทย และ โลกต้องคว้า”
จีนกับบทบาททางเศรษฐกิจในโลก และ เศรษฐกิจไทย – ครึ่งปีหลัง 2569 จุดเชื่อมเศรษฐกิจโลกและโอกาสใหม่ บทความโดย SO OK TRADING : 21 JUNE 2026 ครึ่งปีหลังนี้ โลกกำลังจับตาการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจจีน — จาก “โรงงานของโลก” สู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง” จีนลดเป้าหมาย GDP ลงต่ำกว่า 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เพื่อวางรากฐานการเติบโตเชิงคุณภาพ เน้น AI, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การชะลอตัวอย่างมีเสถียรภาพของจีน ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง แต่คือการปรับสมดุลใหม่ของเศรษฐกิจโลก จากสหรัฐฯ และยุโรปที่เพิ่มกำแพงภาษี ไปจนถึงอาเซียนและกลุ่ม Global South ที่กลายเป็นพันธมิตรทางการค้าใหม่ภายใต้โครงการ Belt & Road Initiative (BRI) สำหรับประเทศไทย — นี่คือ “จุดเชื่อมเศรษฐกิจโลก” ที่เปิดโอกาสทองให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในสินค้าเกษตรพรีเมียม การเชื่อมโยง Supply Chain ไฮเทค และการดึงดูดทุนจีนเข้าสู่ EEC แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายจากสินค้าราคาถูก การผันผวนค่าเงิน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี จีนกำลังเปลี่ยนโลก ไทยต้องพลิกเกมให้ทัน! ติดตามบทวิเคราะห์เต็มรูปแบบได้ในบทความฉบับสมบูรณ์จาก SO OK TRADING SO OK TRADING : FAST • SHARP • RELIABLE
21 มิ.ย. 2026
“Aluminum Scrap Wars 2026: เมื่อเศษอลูมิเนียมกลายเป็นทองคำเขียวแห่งโลก": SO OK TRADING :25 MAY 2026
Scrap Wars 2026: เมื่อเศษอลูมิเนียมกลายเป็นทองคำเขียวแห่งโลก ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโลหะโลก — เมื่อ “เศษอลูมิเนียม” ที่เคยเป็นของเหลือทิ้ง กลับกลายเป็นวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ที่ทุกประเทศแย่งชิงกันอย่างดุเดือด! ราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี จากวิกฤตซัพพลายเชนและนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทำให้เศษอลูมิเนียมกลายเป็น “ทองคำเขียว” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
25 พ.ค. 2026
Carbon Credit คืออะไร ใช้งานอย่างไร และ ส่งผลต่อภาพธุรกิจอย่างไร ?
คาร์บอนเครดิตคือ สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือจากการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถวัดปริมาณได้ในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (\(tCO_{2}e\)) สิทธินี้สามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนเพื่อใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเกิดคาร์บอนเครดิต เกิดขึ้นจากโครงการที่ช่วยลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น: โครงการพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมโครงการปลูกป่า: การเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โครงการจัดการของเสีย: การนำขยะมาผลิตเป็นพลังงานการผลิตแบบ Low-Carbon: การปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การซื้อ: องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าที่กำหนดจะซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่เกินการขาย: องค์กรที่ดำเนินโครงการแล้วสามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ จะได้คาร์บอนเครดิตไปขายตลาดคาร์บอน: มี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ตลาดภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market): ดำเนินการตามกฎหมาย เช่น โดยรัฐบาลหรือสหประชาชาติตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market): ดำเนินการโดยองค์กรเอกชน เช่น องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่ดูแลโครงการ T-VER ในประเทศไทย
30 พ.ย. 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy