แชร์

“ตะกั่วแท่ง: โลหะยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนโลก — เจาะลึกตลาดปี 2026 จากพลังงานและแบตเตอรี่สู่อุตสาหกรรมอนาคต"

อัพเดทล่าสุด: 25 ก.พ. 2026
2017 ผู้เข้าชม

ตะกั่วแท่ง: โลหะต้นน้ำที่ยังครองบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก

แม้โลกจะกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ แต่ ตะกั่วแท่ง (Lead Ingot) ยังคงเป็นวัตถุดิบที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลักหลายแขนง ด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ทั้งด้านการกักเก็บพลังงาน ความหนาแน่น และการป้องกันรังสี

 
การใช้งานหลักในอุตสาหกรรม

แบตเตอรี่ (Lead-Acid Batteries)
มากกว่า 80% ของการบริโภคตะกั่วทั่วโลกถูกใช้ในแบตเตอรี่
รถยนต์สันดาปและไฮบริด: แบตเตอรี่สตาร์ทเครื่องยนต์ (SLI)
ระบบสำรองไฟ (UPS): ศูนย์ข้อมูล, เสาสัญญาณโทรคมนาคม
พลังงานหมุนเวียน: ระบบกักเก็บไฟฟ้าจากโซลาร์และลม
ก่อสร้างและการแพทย์
แผ่นกันรังสีในห้องเอกซเรย์และโรงงานนิวเคลียร์
วัสดุกันเสียงและกันสั่นสะเทือนในอาคาร
อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า
ตะกั่วบัดกรีสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์
เปลือกหุ้มสายเคเบิลใต้น้ำและใต้ดิน
เคมีและสารเคลือบ
เม็ดสีตะกั่วแดง/เหลือง (แม้จะถูกจำกัดการใช้)
สารเสถียรใน PVC
การใช้งานอื่นๆ
ลูกปืน กระสุน
ตราตะกั่วสำหรับซีลความปลอดภัย
 

ภาพรวมตลาดโลก

ราคาตลาด (LME)
ต้นปี 2569 ราคาตะกั่วแตะ ~2,088 ดอลลาร์/ตัน (สูงสุดในรอบ 9 สัปดาห์)
แนวโน้มเฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์ ~2,112 ดอลลาร์/ตัน
ปัจจัยหนุน: สต็อก LME ลดลง + ความต้องการแบตเตอรี่สูงขึ้น
อุปสงค์ (Demand)
คาดโต 0.9% เป็น 13.37 ล้านตัน
แรงหนุนจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน
อุปทาน (Supply)
เพิ่มขึ้น 2.2% จากจีน ยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ
ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินเล็กน้อย (~102,000 ตัน)
 

Hotspots ความต้องการสูง

เอเชีย-แปซิฟิก: จีน อินเดีย เวียดนาม ครองตลาดแบตเตอรี่และรีไซเคิล
ยุโรป: เยอรมนี, โปแลนด์, เช็ก เน้นการผลิตรถยนต์และการรีไซเคิล
อเมริกาเหนือ: สหรัฐฯ มีความต้องการสูงในตลาดแบตเตอรี่ทดแทนและศูนย์ข้อมูล
ตลาดเกิดใหม่: บราซิลและเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญ
 

Lead Bullion & Remelted Lead - USER POINT OF VIEW

Remelted Lead (ตะกั่วหลอมซ้ำ)
อินเดีย: โรงหลอมทุติยภูมิ (Secondary Smelters) จำนวนมาก
เวียดนาม: ฐานการผลิตแบตเตอรี่ส่งออก
เกาหลีใต้: นำเข้าเพื่อ Refine เป็นตะกั่วบริสุทธิ์
Lead Bullion (ตะกั่วดิบ)
จีน: โรงกลั่นใหญ่ในเหอหนานและหูหนาน
ยุโรป: โรงกลั่นโลหะซับซ้อน เช่น Umicore


Key Players: Gravita India, Hindustan Zinc, Henan Yuguang, Tianneng, Chilwee, Korea Zinc, Ecobat, Nyrstar, Glencore

 
LEAD BULLION , LEAD INGOT : - FUTURE USE

ฐานการผลิตรถยนต์: แม้ EV จะใช้แบตเตอรี่ลิเธียม แต่ระบบสำรองไฟยังคงใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด
ศูนย์ข้อมูล (Data Centers): ความต้องการ UPS เพิ่มขึ้นตามกระแส AI และ Cloud
พลังงานหมุนเวียน: ในพื้นที่ที่โครงข่ายไฟฟ้าไม่เสถียร แบตเตอรี่ตะกั่วยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
 

บทสรุป :

ตะกั่วแท่งยังคงเป็น “โลหะยุทธศาสตร์” ที่โลกไม่สามารถขาดได้ โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บไฟฟ้ากำลังเติบโต แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะใช้แบตเตอรี่ลิเธียม แต่ระบบสำรองไฟและโครงสร้างพื้นฐานยังคงพึ่งพาแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดอย่างต่อเนื่อง
 

SO OK TRADING: พันธมิตรที่คุณไว้ใจได้

SO OK TRADING พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคตะกั่วแท่ง, Lead Bullion และ Remelted Lead เข้ากับตลาดที่มีความต้องการสูง ด้วยคุณภาพ ของสินค้าที่เชื่อถือได้ และ การส่งมอบที่ตรงเวลา 


SO OK TRADING ไม่เพียงแต่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ แต่ยังเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ธุรกิจโลหะและพลังงานของคุณเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

 หากท่านมีความต้องการใช้ตะกั่วแท่ง LEAD BULLION : ท่านสามารถติดต่อหาเราโดยตรงได้ที่ www.sooktrading.com --> Give Inquiry หรือ ส่งอีเมลล์หาเราโดยตรงได้ที่ sooktrading@outlook.com ขอขอบคุณครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
COPPER PRICE AND TREND  2026
Copper prices are expected to remain elevated and bullish in 2026, driven by strong demand from the green energy transition (EVs, renewables, grid upgrades) and persistent mine supply constraints/disruptions, with forecasts generally placing prices in the $10,000 to over $12,000 per tonne range, although some analysts foresee a slight cooling to $10,000-$11,000 as market balances tighten. Key factors include IRA spending, AI infrastructure needs, constrained new mine supply, and potential Chinese economic recovery, creating tight markets despite some projected minor surpluses. Key Price Predictions (2026): Goldman Sachs: $10,000 - $11,000/tonne range, averaging $10,710/tonne in H1 2026. J.P. Morgan: Averaging around $12,075/tonne, with potential spikes to $12,500/tonne in Q2. Bank of America: Average of $11,313/tonne, with potential for $15,000/tonne spikes. UBS: $11,000/tonne by Sept 2026. World Bank: Average of $9,800/tonne. Bullish Drivers: Energy Transition: Massive demand for grid expansion, EVs, and renewable infrastructure. AI Infrastructure: Increased demand for data centers. Supply Deficit: Mine disruptions (Grasberg, Kamoa-Kakula, etc.) and difficulty bringing new mines online. China: Potential economic rebound acting as a catalyst. Potential Headwinds/Volatility: Policy-induced Surpluses: E.g., from IRA incentives or scrap availability. Stronger USD: Can weigh on commodity prices. Slower Demand: If China's recovery falters. Overall Outlook: Expect a tight market with strong underlying demand, leading to high prices, but with significant volatility due to policy shifts and mine output fluctuations. The market is moving towards a structural deficit, supporting higher prices long-term
30 ธ.ค. 2025
“ทองคำยุคสันติภาพโลก – ฟื้นพลัง เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ สู่โอกาสการลงทุนครั้งใหม่”: SO OK TRADING: 18.06.2026
ทองคำหลังสันติภาพโลก – จากวิกฤตสู่โอกาสการลงทุนครั้งใหม่ 17 มิถุนายน 2026 — วันที่โลกจับตา “ข้อตกลงสันติภาพ 14 ข้อ” ระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ลงนามอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการประกาศ “คงอัตราดอกเบี้ย” โดย ประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและตลาดทองคำ หลังจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ภาวะสงคราม” สู่ “ภาวะฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง” — ราคาน้ำมันดิ่งลง เงินเฟ้อเริ่มเย็นตัว และแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง ทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินโลกในยุคใหม่
18 มิ.ย. 2026
แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก ปี 2569: ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมโอกาสราคาขยับขึ้น โดย SO OK TRADING
แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก ปี 2569: ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมโอกาสขยับราคาขึ้น ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเหล็กโลก หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในปีที่ผ่านมา ความต้องการเหล็กทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัว 1.3% สู่ระดับ 1,773 ล้านตัน โดยมีอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปฟื้นตัวจากการลงทุนในพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนจีนแม้ยังชะลอตัว แต่การลดลงเริ่มเบาลง ด้านราคาเหล็กมีแนวโน้มขยับขึ้น โดยราคาเหล็กเส้นเฉลี่ยอยู่ที่ 16,000–17,000 บาท/ตัน (450–530 USD/MT) แม้ยังมีแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินของจีนและมาตรการกีดกันทางการค้า แต่ตลาดกำลังเข้าสู่ “สมดุลใหม่” ที่มั่นคงมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ความต้องการเหล็กมีแนวโน้มฟื้นตัวตามภาคก่อสร้างและยานยนต์ แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจีนที่ครองตลาดสูงถึง 50% ผู้ประกอบการไทยจึงต้องปรับกลยุทธ์ เช่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพเพื่อเจาะตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกเฉพาะกลุ่ม SO OK Trading: พันธมิตรเชื่อมเหล็กไทยสู่ตลาดโลก SO OK Trading พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเหล็กไทยด้วยโซลูชันครบวงจร ตั้งแต่การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ผ่านเครือข่ายคู่ค้ากว้างขวางและระบบโลจิสติกส์ราง–เรือ–ถนน ไปจนถึงการวิเคราะห์ตลาดและแนวโน้มราคา พร้อมคำแนะนำสูตรราคาอิงดัชนี เราช่วยจัดทำสัญญาซื้อขายที่ลดความผันผวน ดูแลเอกสารและมาตรฐานการส่งออก เพื่อสร้างความมั่นใจ และพัฒนาข้อเสนอเชิงเทคนิคที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าจีนที่มองหาเหล็กเฉพาะทาง SO OK Trading ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออก แต่คือพันธมิตรทางธุรกิจที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดเหล็กระดับโลก
15 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy