แชร์

CBAM & Carbon Credit: พลิกเกมการค้าโลก จากต้นทุนสู่โอกาส — รู้ก่อนปรับตัวด้วย Carbon Footprint สูตรรอดธุรกิจไทยในยุคสีเขียว

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.พ. 2026
735 ผู้เข้าชม
CBAM & Carbon Credit: คู่มือธุรกิจไทยสู่การค้าโลกใหม่ และ CARBON FOOT PRINT : พิมพ์เขียวในการทำธุรกิจในอนาคต 

1. CBAM คืออะไร?

Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) คือกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะเริ่มบังคับใช้จริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2569

เป้าหมาย: ลดการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ป้องกันไม่ให้บริษัทหนีไปผลิตในประเทศที่กฎสิ่งแวดล้อมหย่อนยาน
สินค้าเป้าหมาย (7 กลุ่มแรก): เหล็ก, อะลูมิเนียม, ปูนซีเมนต์, ปุ๋ย, ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน และบางผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
ไทม์ไลน์:
2023–2025: รายงานการปล่อยก๊าซ (Embedded Emissions) ทุกไตรมาส
2026 เป็นต้นไป: ต้องซื้อ CBAM Certificates ตามราคาคาร์บอนในตลาด EU ETS
กลไกราคา: อิงราคาคาร์บอนใน EU ETS (60–100 ยูโร/ตัน หรือ 2,300–3,800 บาท) หากประเทศผู้ผลิตมี Carbon Tax หรือ ETS ที่เทียบมาตรฐาน EU → สามารถหักลบต้นทุน CBAM ได้
 

2. คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

Carbon Credit = สิทธิในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน หน่วยวัดคือ ตัน CO₂ เทียบเท่า (tCO₂eq)

ตัวอย่างโครงการ: ปลูกป่า, พลังงานสะอาด, การจัดการขยะ
หน่วยงานดูแลในไทย: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) → ระบบ T-VER
ประโยชน์:
ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซ (Offset)
สร้างภาพลักษณ์ “สินค้าสีเขียว”
ช่วยธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality / Net Zero
 

3. CBAM vs Carbon Credit: ความเชื่อมโยง

CBAM: เน้นการลดการปล่อยจริง ไม่อนุญาตให้ใช้เครดิตสมัครใจมาหักโดยตรง
Carbon Credit: แม้จะไม่ช่วยลด CBAM โดยตรง แต่การใช้เครดิตในประเทศช่วยลดการปล่อยจริง → ทำให้ตัวเลข Embedded Emissions ต่ำลง
หากไทยมี Carbon Tax หรือ ETS: ผู้ส่งออกสามารถใช้ต้นทุนนี้หักลบกับ CBAM ได้
 

4. ผลกระทบต่อไทย

ด้านการส่งออก

KResearch คาดกระทบ ~28,000 ล้านบาท หรือ 3.8% ของการส่งออกไป EU ปี 2569
อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง:
เหล็ก (95.1 ล้านดอลลาร์)
อะลูมิเนียม (56.7 ล้านดอลลาร์)
ต้นทุนเพิ่ม: ค่า CBAM Certificates + ค่า MRV (Measurement, Reporting, Verification)
ด้านกฎหมายและตลาดในไทย

พ.ร.บ. โลกร้อน: เตรียมบังคับรายงานคาร์บอนภาคบังคับ
Carbon Tax: คาดเริ่มจัดเก็บปี 2568 (200 บาท/ตัน)
ตลาดเครดิต: โตจาก 64 → 3,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2569
SMEs และซัพพลายเชน

SMEs: เสี่ยงปรับตัวยากเพราะขาดทุนและเทคโนโลยี
Supply Chain: แม้ไม่ได้ส่งออกเอง แต่หากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน → ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอนให้บริษัทแม่
โอกาสเชิงบวก

ยกระดับเทคโนโลยี → ลดคาร์บอน + เพิ่มขีดความสามารถ
สินค้าคาร์บอนต่ำ เช่น “ข้าว Low Carbon” → จุดขายใหม่ในตลาดโลก
 

5. ช่องว่างราคาคาร์บอน: ไทย vs EU

EU ETS: 60–100 ยูโร (2,300–3,800 บาท/ตัน)
ไทย (T-VER): 100–200 บาท/ตัน
→ ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่ามากเมื่อ CBAM เริ่มจริง
 

6. กลยุทธ์การปรับตัว (Action Plan)

ทำ Carbon Footprint (CFO/CFP): วัดการปล่อยทั้งองค์กรและผลิตภัณฑ์
ลงทุน Energy Efficiency: เช่น Solar Rooftop → ลดคาร์บอน + ลดค่าไฟ
ใช้ Carbon Credit ในประเทศ: สร้างภาพลักษณ์สินค้าสีเขียว
ติดตามกฎหมายไทย: Carbon Tax 200 บาท/ตัน อาจเริ่มปี 2568
 

7. Carbon Footprint: ตัวชี้วัดใหม่ของธุรกิจ

CFO (องค์กร): Scope 1, 2, 3 → ครอบคลุมการปล่อยตรง, พลังงานที่ซื้อ, และทางอ้อมจากซัพพลายเชน
CFP (ผลิตภัณฑ์): วัดการปล่อยตลอดวงจรชีวิตสินค้า (LCA)
ทำไมสำคัญ:
เป็นใบเบิกทางส่งออกไป EU
ลดต้นทุนเมื่อรู้จุดปล่อยสูง
สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค
 

8. ทิศทางในอนาคต (ประเทศไทย 2569)

ตลาดภาคบังคับ: รายงานคาร์บอนบังคับตาม พ.ร.บ. โลกร้อน
Carbon Tax: เริ่มจัดเก็บจริง
Carbon Credit: ราคาพุ่งสูง, มูลค่าตลาดโตหลายพันล้าน
เชื่อมต่อตลาดโลก: TGO ยกระดับเครดิตไทยให้ขายต่างประเทศได้
 

Key Takeaway : CBAM , CARBON CREDIT , CARBON FOOTPRINT

CBAM คือ “กฎเหล็กใหม่” ที่จะเปลี่ยนเกมการค้าโลก ส่วนคาร์บอนเครดิตคือ “เครื่องมือชดเชย” ที่ช่วยธุรกิจไทยปรับตัว หากไม่เร่งทำ Carbon Footprint และลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ผู้ส่งออกไทยอาจเสียเปรียบหนัก แต่ถ้าใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส ไทยสามารถสร้าง สินค้าคาร์บอนต่ำ และก้าวสู่ตลาดโลกที่ยั่งยืนได้อย่างมั่นคง

 SO OK TRADING : YOUR RELIABLE PARTNER : เราสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบพลังงานสีเขียวให้กับธุรกิจของคุณได้ โดยสินค้าสีเขียวที่เราจัดหาจะเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพทั้ง WOOD CHIP , WOOD PELLTES , SAW DUST , RDF 3 ETC: - สนใจติดต่อเราได้ที่ www.sooktrading.com หรือ ส่งอีเมลล์หาเราได้ที่ sooktrading@outlook.com 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เงิน (Ag) ที่ไม่ธรรมดา – ขุมทรัพย์แห่งยุค AI และ EV : สรุปข่าวสาร และ การเคลื่อนไหวราคา พร้อมทั้งกลยุทธ การลงทุน โดย SOOK TRADING
Silver – โลหะแห่งอนาคต ในยุคที่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีล้ำหน้าเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก “เงิน” (Silver) ไม่ใช่แค่โลหะมีค่าสำหรับเครื่องประดับอีกต่อไป — แต่กลายเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของ AI บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของแร่เงิน:
13 ก.พ. 2026
SOLAR CELL ทางเลือกใหม่ของผู้ใช้ไฟ
โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยประหยัดค่าไฟระยะยาว เป็นพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าใช้จ่าย มีหลายระบบให้เลือก (On-grid, Off-grid, Hybrid) ติดตั้งง่าย ใช้ได้ทุกที่ แต่มีค่าลงทุนเริ่มต้นสูง แต่คุ้มค่าในระยะยาว พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Perovskite ที่กำลังพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้หลากหลายขึ้น ทั้งติดตั้งบนหลังคาอาคาร, หน้าต่าง หรือแม้กระทั่งใช้กับยานยนต์ไฟฟ้า. ข้อดีหลัก ประหยัดค่าไฟ: ลดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 70% และคืนทุนใน 3-5 ปี. พลังงานสะอาด: เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างมลพิษ. พลังงานหมุนเวียน: ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ไม่จำกัด. ใช้ได้ทุกที่: ติดตั้งได้ทั้งบ้าน อาคาร หรือพื้นที่ห่างไกล. ระบบโซลาร์เซลล์ยอดนิยม On-Grid: ต่อตรงกับไฟบ้าน ได้รับความนิยมมาก คืนทุนเร็ว เหมาะกับผู้ใช้ไฟทั่วไป. Off-Grid: ใช้กับแบตเตอรี่ เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า. Hybrid: ผสมผสาน On-Grid และ Off-Grid ใช้ได้ทุกสถานการณ์ แต่ลงทุนสูง. นวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจ Perovskite Solar Cells: เทคโนโลยีใหม่ น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นสูง ประสิทธิภาพสูง เหมาะกับงานหลากหลาย เช่น ฉีดพ่นบนอาคาร, หน้าต่าง. พลังงานจากเม็ดฝน (TENG): เทคโนโลยีที่ผสมผสานเพื่อผลิตไฟฟ้าจากเม็ดฝนตกกระทบแผง ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้แม้ในวันฝนตก. สิ่งที่ต้องพิจารณา ขนาดแผง: คำนวณให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะใช้. ผู้ผลิต: เลือกผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีการรับประกันยาวนาน. การบำรุงรักษา: ทำความสะอาดแผงเป็นประจำเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด. โซลาร์เซลล์จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมได้ดีเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม.
12 ธ.ค. 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy