แชร์

CBAM & Carbon Credit: พลิกเกมการค้าโลก จากต้นทุนสู่โอกาส — รู้ก่อนปรับตัวด้วย Carbon Footprint สูตรรอดธุรกิจไทยในยุคสีเขียว

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.พ. 2026
228 ผู้เข้าชม
CBAM & Carbon Credit: คู่มือธุรกิจไทยสู่การค้าโลกใหม่ และ CARBON FOOT PRINT : พิมพ์เขียวในการทำธุรกิจในอนาคต 

1. CBAM คืออะไร?

Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) คือกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะเริ่มบังคับใช้จริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2569

เป้าหมาย: ลดการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ป้องกันไม่ให้บริษัทหนีไปผลิตในประเทศที่กฎสิ่งแวดล้อมหย่อนยาน
สินค้าเป้าหมาย (7 กลุ่มแรก): เหล็ก, อะลูมิเนียม, ปูนซีเมนต์, ปุ๋ย, ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน และบางผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
ไทม์ไลน์:
2023–2025: รายงานการปล่อยก๊าซ (Embedded Emissions) ทุกไตรมาส
2026 เป็นต้นไป: ต้องซื้อ CBAM Certificates ตามราคาคาร์บอนในตลาด EU ETS
กลไกราคา: อิงราคาคาร์บอนใน EU ETS (60–100 ยูโร/ตัน หรือ 2,300–3,800 บาท) หากประเทศผู้ผลิตมี Carbon Tax หรือ ETS ที่เทียบมาตรฐาน EU → สามารถหักลบต้นทุน CBAM ได้
 

2. คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

Carbon Credit = สิทธิในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน หน่วยวัดคือ ตัน CO₂ เทียบเท่า (tCO₂eq)

ตัวอย่างโครงการ: ปลูกป่า, พลังงานสะอาด, การจัดการขยะ
หน่วยงานดูแลในไทย: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) → ระบบ T-VER
ประโยชน์:
ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซ (Offset)
สร้างภาพลักษณ์ “สินค้าสีเขียว”
ช่วยธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality / Net Zero
 

3. CBAM vs Carbon Credit: ความเชื่อมโยง

CBAM: เน้นการลดการปล่อยจริง ไม่อนุญาตให้ใช้เครดิตสมัครใจมาหักโดยตรง
Carbon Credit: แม้จะไม่ช่วยลด CBAM โดยตรง แต่การใช้เครดิตในประเทศช่วยลดการปล่อยจริง → ทำให้ตัวเลข Embedded Emissions ต่ำลง
หากไทยมี Carbon Tax หรือ ETS: ผู้ส่งออกสามารถใช้ต้นทุนนี้หักลบกับ CBAM ได้
 

4. ผลกระทบต่อไทย

ด้านการส่งออก

KResearch คาดกระทบ ~28,000 ล้านบาท หรือ 3.8% ของการส่งออกไป EU ปี 2569
อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง:
เหล็ก (95.1 ล้านดอลลาร์)
อะลูมิเนียม (56.7 ล้านดอลลาร์)
ต้นทุนเพิ่ม: ค่า CBAM Certificates + ค่า MRV (Measurement, Reporting, Verification)
ด้านกฎหมายและตลาดในไทย

พ.ร.บ. โลกร้อน: เตรียมบังคับรายงานคาร์บอนภาคบังคับ
Carbon Tax: คาดเริ่มจัดเก็บปี 2568 (200 บาท/ตัน)
ตลาดเครดิต: โตจาก 64 → 3,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2569
SMEs และซัพพลายเชน

SMEs: เสี่ยงปรับตัวยากเพราะขาดทุนและเทคโนโลยี
Supply Chain: แม้ไม่ได้ส่งออกเอง แต่หากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน → ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอนให้บริษัทแม่
โอกาสเชิงบวก

ยกระดับเทคโนโลยี → ลดคาร์บอน + เพิ่มขีดความสามารถ
สินค้าคาร์บอนต่ำ เช่น “ข้าว Low Carbon” → จุดขายใหม่ในตลาดโลก
 

5. ช่องว่างราคาคาร์บอน: ไทย vs EU

EU ETS: 60–100 ยูโร (2,300–3,800 บาท/ตัน)
ไทย (T-VER): 100–200 บาท/ตัน
→ ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่ามากเมื่อ CBAM เริ่มจริง
 

6. กลยุทธ์การปรับตัว (Action Plan)

ทำ Carbon Footprint (CFO/CFP): วัดการปล่อยทั้งองค์กรและผลิตภัณฑ์
ลงทุน Energy Efficiency: เช่น Solar Rooftop → ลดคาร์บอน + ลดค่าไฟ
ใช้ Carbon Credit ในประเทศ: สร้างภาพลักษณ์สินค้าสีเขียว
ติดตามกฎหมายไทย: Carbon Tax 200 บาท/ตัน อาจเริ่มปี 2568
 

7. Carbon Footprint: ตัวชี้วัดใหม่ของธุรกิจ

CFO (องค์กร): Scope 1, 2, 3 → ครอบคลุมการปล่อยตรง, พลังงานที่ซื้อ, และทางอ้อมจากซัพพลายเชน
CFP (ผลิตภัณฑ์): วัดการปล่อยตลอดวงจรชีวิตสินค้า (LCA)
ทำไมสำคัญ:
เป็นใบเบิกทางส่งออกไป EU
ลดต้นทุนเมื่อรู้จุดปล่อยสูง
สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค
 

8. ทิศทางในอนาคต (ประเทศไทย 2569)

ตลาดภาคบังคับ: รายงานคาร์บอนบังคับตาม พ.ร.บ. โลกร้อน
Carbon Tax: เริ่มจัดเก็บจริง
Carbon Credit: ราคาพุ่งสูง, มูลค่าตลาดโตหลายพันล้าน
เชื่อมต่อตลาดโลก: TGO ยกระดับเครดิตไทยให้ขายต่างประเทศได้
 

Key Takeaway : CBAM , CARBON CREDIT , CARBON FOOTPRINT

CBAM คือ “กฎเหล็กใหม่” ที่จะเปลี่ยนเกมการค้าโลก ส่วนคาร์บอนเครดิตคือ “เครื่องมือชดเชย” ที่ช่วยธุรกิจไทยปรับตัว หากไม่เร่งทำ Carbon Footprint และลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ผู้ส่งออกไทยอาจเสียเปรียบหนัก แต่ถ้าใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส ไทยสามารถสร้าง สินค้าคาร์บอนต่ำ และก้าวสู่ตลาดโลกที่ยั่งยืนได้อย่างมั่นคง

 SO OK TRADING : YOUR RELIABLE PARTNER : เราสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบพลังงานสีเขียวให้กับธุรกิจของคุณได้ โดยสินค้าสีเขียวที่เราจัดหาจะเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพทั้ง WOOD CHIP , WOOD PELLTES , SAW DUST , RDF 3 ETC: - สนใจติดต่อเราได้ที่ www.sooktrading.com หรือ ส่งอีเมลล์หาเราได้ที่ sooktrading@outlook.com 

บทความที่เกี่ยวข้อง
พลังงานไทย 2569: พลิกเกมจากถ่านหินสู่เชื้อเพลิงสะอาด จาก ดำสู่เขียวการเดินทางของพลังงานไทย สู่ NET ZERO: Clean Energy Thailand RDF3, Wood Pellets, Electrical SOLAR, EV บทความจาก SO OK TRADING
ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงานไทย — จากถ่านหินสู่พลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์ทั้งต้นทุน ความเสถียร และภาพลักษณ์สีเขียว ในบทความนี้ SO OK TRADING สรุปแนวโน้มล่าสุดของพลังงานหมุนเวียนในไทย พร้อมเจาะลึกโอกาสของเชื้อเพลิง RDF3 ที่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของอุตสาหกรรมพลังงานและปูนซีเมนต์ - ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงจากภาคเอกชน - Solar, RDF, และ Ethanol: พลังงานดาวรุ่ง - การลดบทบาทของถ่านหินและเป้าหมาย Net Zero - มาตรฐานคุณภาพ RDF3 ที่อุตสาหกรรมยอมรับ - กลยุทธ์ “ทำเล” ที่ช่วยลดต้นทุนการใช้ RDF
16 ก.พ. 2026
สรุปสั้นๆ: ศาลเบรกภาษี แต่ทรัมป์ 'สวนกลับ' ทันควัน! กระทบกระเป๋าตังค์เราแค่ไหน? : Trump 2.0: เกมภาษีที่ยังไม่จบ-->ภาษีเก่าไป ภาษีใหม่มา! ทรัมป์แก้เกมเร็วจัด เก็บ 10% ทั่วโลกเริ่ม 24 ก.พ. นี้
20 กุมภาพันธ์ 2569 – วันที่ “ภาษีโลก” ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งระงับ แต่เกมยังไม่จบ… เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “แก้เกม” ด้วยภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก! ดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำพุ่งแรง ตลาดหุ้นดีดตัว ค่าเงินทั่วโลกผันผวน โลหะมีค่ากลับมาเป็น Safe Haven บทความฉบับเต็มโดย SO OK TRADING วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ค่าเงิน ตลาดหุ้น และสินทรัพย์ปลอดภัย พร้อมกลยุทธ์รับมือช่วง “High Volatility” ที่กำลังจะเกิดขึ้น อ่านสรุปแบบ Infographic ภาษาอังกฤษได้เลย
21 ก.พ. 2026
Carbon Credit คืออะไร ใช้งานอย่างไร และ ส่งผลต่อภาพธุรกิจอย่างไร ?
คาร์บอนเครดิตคือ สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือจากการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถวัดปริมาณได้ในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (\(tCO_{2}e\)) สิทธินี้สามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนเพื่อใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเกิดคาร์บอนเครดิต เกิดขึ้นจากโครงการที่ช่วยลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น: โครงการพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมโครงการปลูกป่า: การเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โครงการจัดการของเสีย: การนำขยะมาผลิตเป็นพลังงานการผลิตแบบ Low-Carbon: การปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การซื้อ: องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าที่กำหนดจะซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่เกินการขาย: องค์กรที่ดำเนินโครงการแล้วสามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ จะได้คาร์บอนเครดิตไปขายตลาดคาร์บอน: มี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ตลาดภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market): ดำเนินการตามกฎหมาย เช่น โดยรัฐบาลหรือสหประชาชาติตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market): ดำเนินการโดยองค์กรเอกชน เช่น องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่ดูแลโครงการ T-VER ในประเทศไทย
30 พ.ย. 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy