共有

เกร็ดความรู้ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคอุตสาหกรรม By SO OK

Last updated: 7 Dec 2025
509 Views

อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (BIOFUELS AND BIOCHEMICALS) 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)

อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเร็วในอนาคต และเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านวัตถุดิบ เช่น การที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก มีอุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเอทานอลที่พัฒนาแล้ว เป็นต้น

กลุ่มอุตสาหกรรมย่อยเพิ่มเติมประเทศไทยควรจะสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพ ที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมผลิตเอทานอลและเคมีในปัจจุบัน ดังนี้

สร้างอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพครบวงจร โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมกลางน้ำ เช่น การผลิตกรดแลคติกและกรดซักซินิกจากเอทานอล เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำ (ผลิตเอทานอล) และปลายน้ำ (อุตสาหกรรมเคมี) ที่มีอยู่แล้วรวมถึงผลิตภัณฑ์เคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชนิดพิเศษ

ยกระดับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยขยายการใช้เทคโนโลยีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สอง (ซึ่งหมายถึงเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่เป็นอาหาร เช่น ซังข้าวโพดและชานอ้อย) และเพิ่มการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สาม (ซึ่งหมายถึงเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากสาหร่ายที่สามารถเพาะเลี้ยงได้)

ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ของเชื้อเพลิงชีวมวลในอุตสาหกรรมการเกษตร

ในยุคปัจจุบันที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นประเด็นสำคัญของโลก การมองหาทางเลือกพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น หนึ่งในแหล่งพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคการเกษตร คือ เชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับชุมชนเกษตรได้อย่างยั่งยืน

รู้จักกับเชื้อเพลิงชีวมวลในอุตสาหกรรมการเกษตร
เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการเกษตร ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการหันมาใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้

การประยุกต์ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในอุตสาหกรรมการเกษตร
การผลิตไฟฟ้า: เชื้อเพลิงชีวมวลสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยนำเศษวัสดุจากการเกษตร เช่น ซังข้าวโพด ฟางข้าว หรือเศษไม้ มาเผาไหม้ในเตาเผาเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำไปใช้ในฟาร์มหรือส่งเข้าระบบไฟฟ้าของชุมชน
การให้ความร้อนในกระบวนการผลิต: ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร มักจะต้องการความร้อนในกระบวนการผลิต เช่น การอบแห้ง อัดแท่ง หรือการพาสเจอร์ไรซ์ เชื้อเพลิงชีวมวลสามารถให้ความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
การใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมี: เชื้อเพลิงชีวมวลสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีที่ใช้ในเกษตร เช่น ปุ๋ยชีวภาพ หรือสารปรับปรุงดิน การใช้วัสดุเหลือใช้จากการเกษตรในการผลิตสารเหล่านี้ ช่วยลดการใช้สารเคมีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การผลิตก๊าซชีวภาพ: การหมักของเสียจากการเกษตร เช่น มูลสัตว์ หรือเศษอาหาร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือให้ความร้อนในฟาร์ม
การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว: เศษวัสดุจากการเกษตรสามารถนำมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว เช่น เอทานอล หรือไบโอดีเซล ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะและเครื่องจักรในการเกษตร
การประยุกต์ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรด้วยการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์เชื้อเพลิงชีวมวลต่อชุมชนเกษตร
การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับชุมชนเกษตร โดยการใช้พลังงานจากทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นนั้นทำให้เกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในตลาดโลก นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรจากการขายเศษวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตพลังงานได้

ในท้ายที่สุด เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในการพัฒนาการเกษตรในปัจจุบัน การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจในชุมชนเกษตร ทำให้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต

ทิศทางการใช้ bio energy ในไทย

ทิศทางพลังงานชีวภาพ (Bioenergy) ในไทยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีมาก (เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล) เพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิล สร้างรายได้ชุมชนในชนบท และสร้างงาน โดยสนับสนุนเทคโนโลยี การวิจัย และกฎหมายเพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้หลักการของ Energy 4.0 ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม. 
เป้าหมายหลักของทิศทาง Bioenergy ในไทย:
ความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยใช้ทรัพยากรชีวมวลที่มีในประเทศ.
เศรษฐกิจชุมชน: สร้างงานในภาคเกษตรและการแปรรูป เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในชนบท และเสริมมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร.
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: สนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม.
นวัตกรรม: พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels) และการใช้ชีวมวลผลิตพลังงานรูปแบบต่างๆ. 
รูปแบบการใช้ Bioenergy ที่สำคัญ:
เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels): เอทานอล (ผสมในแก๊สโซฮอล์) และไบโอดีเซล (ผสมในน้ำมันดีเซล) เป็นเชื้อเพลิงหลักที่ผลิตเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน.
ชีวมวลผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Biomass Power/Heat): ใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย ฟางข้าว เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หรือใช้ในระดับชุมชน. 
กลไกและมาตรการสนับสนุน:
การวิจัยและพัฒนา (R&D): สนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานทดแทน.
โครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับพลังงานหมุนเวียน.
กฎหมายและระเบียบ: ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลให้เอื้อต่อการพัฒนา.
การส่งเสริมเทคโนโลยี: สนับสนุนเทคโนโลยีผลิตความร้อนจากพลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม. 
ความท้าทาย:
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม.
การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากชีวมวล. 
โดยสรุป ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยใช้ Bioenergy เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยอาศัยศักยภาพทางเกษตรกรรมเป็นจุดแข็ง. 


ทิศทางการขับเคลื่อนพลังงานไทย และ Energy 4.0

Energy 4.0 จะช่วยยกระดับและพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณค่ามากขึ้น โดยผสมผสานการใช้พลังงานอย่างสะอาดและรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัด คุ้มค่าไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมากกว่า 85% เพื่อใช้ในภาคขนส่งในสัดส่วนที่มากสุด อีกทั้งเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้าในประเทศ ยังไม่มีความสมดุล พึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่มากถึง 60% ในขณะที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆในปริมาณที่เล็กน้อย ฉะนั้นหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งในเชิงไฟฟ้าส่วนกลางคือต้องกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงใดเชื้อเพลิงหนึ่งมากเกิน ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ โดยในอนาคตเชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดบทบาทลง แต่ยังคงมีอยู่ในระบบ เพื่อให้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนนั้น ยังคงมีข้อจำกัด ด้วยพลังงานทดแทนยังมีจุดออ่อนในเรื่องความเสถียร Energy 4.0 จึงมีบทบาทสำคัญที่จุดแก้ปัญหา ด้วยการใช้ระบบ Energy Storage เข้ามาช่วยเสริมให้พลังงานทดแทนกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศ ภายใต้เป้าหมายในการเพิ่มพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ภายในปี 2579

ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า นโยบาย Energy 4.0 หัวใจสำคัญคือต้องประหยัดมากขึ้น กรณีที่บริหารและควบคุมการใช้พลังงานเองได้ ในบางครั้งสามารถควบคุมระบบได้ดีกว่าการสั่งการจากระบบส่วนกลาง สามารถเลือกเปิดไฟปิดไฟได้สะดวกกว่า ฉะนั้นดัชนีชี้วัดตัวนี้ คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ ลดดัชนีความเข้มข้นของการใช้ไฟฟ้า โดยภายใน 20 ปี ต้องลดให้ได้ 90,000 ล้านหน่วย เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 10 โรง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหรือออกไป ส่วนที่สองคือสร้างความสมดุลใหม่สำหรับการเลือกใช้เชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติให้ต่ำกว่า 50% และเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการซื้อไฟจากต่างประเทศ และให้มีกลไกตลาดมากขึ้นในการที่จะเลือกใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันระบบไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นระบบควบคุมศูนย์ แต่ในอนาคตจะมีระบบที่กระจายศูนย์มากขึ้น ด้วยการบริหารจัดการไฟฟ้าในปริมณฑลของตัวเองได้

ฉะนั้นนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าในอนาคตจะมีหลายเรื่องที่เปลี่ยนไป ประหยัดมากขึ้น ทดแทนมากขึ้น กระจายศูนย์มากขึ้น และมีกลไกตลาดมากขึ้น คือสิ่งใหม่ที่คาดว่าจะทำให้เกิดในอนาคต

สำหรับนโยบาย Energy 4.0 แสดงให้เห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานโดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาพัฒนาเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานในประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่ Thailand 4.0 ที่จะเป็นการยกระดับการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น ประกอบไปด้วย 4 แผนการขับเคลื่อน คือ

1.) แผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบใหม่มาใช้ทดแทนน้ำมัน

2.) โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) ทำให้เกิดการบริหารจัดการพลังงานแบบเบ็ตเสร็จ โดยมีหัวใจสำคัญคือพลังงานทดแทนที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกพื้นที่

3.) โครงการสนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานพลังงานทดแทน ปีงบประมาณ 2559 (Energy Storage Systems) หรือเทคโนโลยีระบบสะสมพลังงานที่มีขนาดใหญ่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานของประเทศไทย ระยะ 20 ปี ดังนั้น Energy Storage Systems เป็นเทคโนโลยีเป้าหมายที่ต้องการผลิตขึ้นใช้เองภายในประเทศ ทำให้การขับเคลื่อน Energy 4.0 ไปได้เร็วขึ้น

4.) การขับเคลื่อนการลงทุนด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Energy) ของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีฐานการผลิตที่เป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นการผลิตที่ต่อยอดด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูปให้เป็นพลังงานที่ใช้ได้ หรืออาจจะแปรรูปแล้วได้พลังงานมากกว่าที่ใช้อยู่เดิม คือเรื่องของ Bio Economy เรื่องของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ พืชผลทางการเกษตร พืชพลังงาน สามารถนำเอาสายผลิตดังกล่าวมาต่อยอด ทั้งพืชที่ให้แป้งผลิตเอทานอล มันสำปะหลัง อ้อย น้ำตาล แป้ง ทดแทนน้ำมันเบนซิน และพืชให้น้ำมัน ปาล์ม ถั่วเหลือง มะพร้าว นำมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล และนอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดนอกเหนือจากการสกัดเป็นน้ำมัน อย่างเช่น การต่อยอดจากอุตสาหกรรรมน้ำมันปาล์มให้เป็นอุตสาหกรรมไบโอเคมี สกัดเป็นยาหรือเครื่องสำอาง

ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แนวทางพลังานในอนาคต Energy 4.0 รองรับการพัฒนาประเทศไทยในยุค 4.0 จะเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อที่จะพัฒนาพลังงานของประเทศ โดยเป็น 2 สายด้านพลังงาน คือ สายพลังงานที่เกี่ยวของกับ Smart Technology คือการนำ ICT เข้ามาบริหารจัดการพลังงานมากขึ้น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับ Smart Gird ,Smart City ,ยานยนต์ไฟฟ้า และ Energy Storage และพลังงานด้านชีวภาพ เป็นการต่อยอดนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาทำให้พืชพลังงานสามารถที่จะมีมูลค่าเพิ่มได้ นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ส่วนผสมของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยในอนาคตสามารถที่จะสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องสำหรับพืชพลังงานนี้ต่อไปได้

สำหรับ Smart Technology นั้น ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีนโยบายสนับสนุนอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน Charging Stations สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือการประกวดแบบบ้าน Smart City และแผนแม่บทด้านการพัฒนา Smart Gird เพื่อที่จะทำให้เมืองหรือชุมชนสามารถที่จะบริหารจัดการไฟฟ้าเองได้ ซึ่งคาดว่าระบบลักษณะนี้จะทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของประเทศหรือของชุมชนในระดับดังกล่าวมีสัดส่วนที่สูงขึ้น แต่ต้องมีการเชื่อมกับระบบของการไฟฟ้าฯ เพื่อเข้ามาเสริมระบบที่เป็นระบบ Backup สำหรับการเพิ่มเติมไฟฟ้าในกรณีที่ระบบพลังงานทดแทนของชุมชนนั้นอาจจะไม่ได้ทำงาน เป็นต้น ลักษณะนี้ถือว่าเป็นนโยบายใหม่ ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง และกระจายอำนาจจากการควบคุมศูนย์แบบส่วนกลางจากการไฟฟ้า ลงมาเป็นระดับชุมชนหรือระดับเมืองผ่านระบบ Smart Gird คาดว่านโยบาย Energy 4.0 จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และระบบใหม่ๆ รวมทั้งอาจจะมีกฎระเบียบที่จะต้อง แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

Energy 4.0 ในเรื่องระบบไฟฟ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สามารถควบคุมไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองมากขึ้นโดยระบบไฟฟ้าที่ควบคุมนั้นอาจจะมีพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่สูงขึ้น รวมทั้งยังได้รับการกระจายอำนาจในการที่จะควบคุมไฟฟ้าในปริมณฑลของตัวเอง และมีระบบการใช้พลังงานในหลายๆรูปแบบ ไม่เพียงแต่การใช้พลังงานในบ้าน แต่จะมีระบบไฟฟ้าที่ใช้ในยานยนต์อีกด้วย ซึ่งมี Energy Storage Systems เป็นหัวใจสำคัญ เพราะในอนาคตหากประเทศไทยต้องใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสหลักของประเทศ ต้องการเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมาใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพการจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Firm) ประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเทคโนโลยี Energy Storage ที่เป็นของคนไทยเอง เพื่อลดต้นทุนและทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าว



นอกจากนี้ ผู้ที่ดูแลนโยบายยังมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ Energy 4.0 เกิดขึ้นได้จริง ได้แก่ 1.การแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เรื่อง Energy 4.0 มีบางเรื่องที่เกี่ยวกับระบบ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันการซื้อขายไฟฟ้า ประชาชนทั่วไปทำได้ 2 รูปแบบ คือ ผลิตไฟฟ้าเองใช้ไฟฟ้าเอง หรือผลิตได้ต้องขายการไฟฟ้าฯ แต่ในอนาคตอาจจะมีระบบที่ทำให้สามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างชุมชนได้ หรือสามารถจำน่ายไฟฟ้ากับผู้อื่นได้ โดยเฉพาะการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะฉะนั้นการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่ต้องทำ 2.การพัฒนานวัตกรรม ก่อให้เกิดงานวิจัย เพราะว่าในระบบดังกล่าว นโยบาย Energy 4.0 มีความจำเป็นที่ต้องส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรมเป้าหมายคือ เรื่องระบบสะสมพลังงาน ที่เรียกว่า Energy Storage ซึ่งคือ Power Bank ที่จะทำให้ชุมชนระดับล่างสามารถบริหารจัดการพลังงานเองได้ และมีผลต่อเนื่องช่วยให้สามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และ 3.การปรับปรุงบริหารจัดการเรื่องกำลังคน พัฒนากำลังคน เนื่องด้วยเรื่องของระบบใหม่ ระเบียบใหม่ เทคโนโลยีใหม่ กำลังคนเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆหรือที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระบบ โดยเฉพาะระบบที่เป็น Smart ทั้งหลายต้องมีกำลังคนที่เข้าใจและสามารถที่จะควบคุมได้ ปัจจุบันบุคลากรเหล่านี้มีเฉพาะในการไฟฟ้าฯเท่านั้น ในอนาคตหากสามารถกระจายศูนย์ให้ชุมชนดูแลระบบจัดการพลังงานเอง จำเป็นต้องมีกำลังคนที่มีความรู้เข้ามาบริหารจัดการในส่วนนี้ด้วย

ทั้งนี้ ทิศทางพลังงานประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 เริ่มตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 25% หรือ 111 ล้านตันต่อปี จากการประมาณการว่าในปี 2579 ประเทศไทยจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 555 ล้านตัน และลดลงความเข้มการใช้พลังงานลง (Energy Intensity)  30%  ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ กระจายความเสี่ยง ส่งเสริมให้เกิดกลไกตลาด ราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเกิดการกระจายศูนย์การจัดการพลังงานในระดับชุมชนและครัวเรือนมากขึ้น

------------

ทีนี้คงทราบแล้วนะครับว่าเรื่องพลังงานชีวภาพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อยู่ใกล้ๆตัวเรานี่แหล่ะ มาเตรียมพร้อมกับเรื่องพลังงานดังกล่าวไปด้วยกัน เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ลดภาระโลกร้อน ด้วยกันครับ

-----------

สุดท้าย SO OK ขอสรุปสถานการณ์การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และ พลังงานทดแทนในไทยดังนี้ครับ  

ในช่วงปี 2568-2571 ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนการผลิตไฟฟ้านอกระบบจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน การคาดการณ์แนวโน้มความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2568-2571 ที่ระบุในบทความเรื่อง ธุรกิจโรงไฟฟ้าปี 2568 : พลังงานหมุนเวียนเติบโต โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องเร่งปรับตัว จาก SCB ยืนยันได้ว่า ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในไทยปีนี้ อยู่ในช่วงขาขึ้นซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
และมาในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เน้นย้ำการคาดการณ์นี้เพิ่มเติมถึงแนวโน้มความต้องการพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนในบทความเรื่อง ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในไทย เติบโตตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขายให้ภาครัฐ คาดว่าจะอยู่ที่ 23,555 GWh ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมทางด้านนโยบายภาครัฐ โดยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมรวมเป็นจำนวน 226.9 MW จากปริมาณขายตามสัญญา ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 8 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 3 แห่ง
ขณะที่ สำหรับภาคเอกชน ปริมาณการขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนคาดว่าจะอยู่ที่ 4,177 GWh เติบโตจากกฎระเบียบทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนจากยุโรป (CBAM ) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นจากองค์กรเอกชนในโครงการ RE100 ซึ่งรวมถึงธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ก็มีส่วนผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น จากบทวิเคราะห์นี้ ยังระบุข้อค้นพบในหลายประเด้นที่น่าสนใจด้วย ดังนี้


ชีวมวลยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในปี 2568 ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ คิดรวมกันเป็น 78% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาครัฐ และ 96% ของการจำหน่ายให้ภาคเอกชน และนอกเหนือจากนี้จะเป็นไฟฟ้าจาก พลังงานลม ขยะ และก๊าซชีวภาพ โดยรวมกันคิดเป็น 22% และ 4% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาครัฐ และ เอกชนตามลำดับ
โดยชีวมวลยังคงถูกใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด เนื่องจากมีความเสถียรและยืดหยุ่นด้านการผลิตมากกว่าเชื้อเพลิงหมุนเวียนประเภทอื่นๆ รวมถึงยังมีความพร้อมทางด้านวัตถุดิบ เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน พลังงานแสงอาทิตย์ ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก ตามเป้าหมายในร่าง AEDP พ.ศ. 2567-2580 ที่ตั้งเป้าให้ 68% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในปี 2580 มาจากพลังงานแสงอาทิตย์

ภาพรวมรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนยังคงเติบโต
ภาพรวมรายได้จากการขายไฟฟ้าได้รับอิทธิพลหลักมาจากไฟฟ้าชีวมวลและแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นสัดส่วนหลักของไฟฟ้าที่จำหน่ายในตลาดพลังงานหมุนเวียน ทั้งภาครัฐและเอกชน
รายได้รวมจากการขายไฟฟ้าชีวมวลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เติบโตทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.9% และ 6.5% ตามลำดับ นอกจากนั้น อัตรากำไรขั้นต้น ก็มีแนวโน้มขยายตัว จากต้นทุนที่คาดว่าจะลดลงตามปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลในตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2568 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมพืชเกษตร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 2.6 3.6%
อย่างไรก็ตาม ชานอ้อยซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงชีวมวลหลัก มักถูกใช้ในโรงไฟฟ้าที่ตั้งโดยบริษัทน้ำตาลเอง ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นต้องใช้วัตถุดิบทางการเกษตร เช่น แกลบ และซังข้าวโพดแทน


ผู้ประกอบการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เตรียมรับโอกาสโตแรง
สำหรับธุรกิจไฟฟ้าแสงอาทิตย์สามารถแยกออกได้เป็นโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ และโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาคเอกชน โดยโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ มีรายได้จากการขายไฟฟ้าภายในระยะเวลาสัญญาของแต่ละโครงการค่อนข้างจะมั่นคง เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าเต็มปริมาณที่ผลิตได้ ทำให้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับรายได้ต่อการขายไฟต่อหน่วย คือ ราคารับซื้อตามสัญญาของภาครัฐ ซึ่งมีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.1679 บาท/หน่วย ส่งผลให้รายได้ต่อหน่วยจากการขายไฟลดลง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราวกว่า 30%  สำหรับโครงการที่จะเริ่มดำเนินการซื้อขายในปี 2568
ส่วนรายได้รวมจากการขายไฟฟ้าให้ภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากถึง 41%  เนื่องจากผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หันมาเลือกใช้บริการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Private PPA มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้นทุนของผู้ให้บริการก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตามต้นทุนรวมในการติดตั้ง และ LCOE เฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะลดลง 10% และ 14% ตามลำดับ จากปีที่ผ่านมา


ส่องโอกาสเติบโตของ ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ประเภทอื่นๆ
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ลม และก๊าซชีวภาพ รายได้จะมาจากการขายให้ภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้นแนวโน้มรายได้จึงขึ้นอยู่กับนโยบายพลังงานและการสนับสนุนจากภาครัฐ
และในปี 2568 รายได้รวมของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขยะมีแนวโน้มเติบโต ขณะที่ โรงไฟฟ้าพลังงานลม และก๊าซชีวภาพยังไม่มีกำหนดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยโรงไฟฟ้าขยะมีแผนที่จะเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบรวม 31.5 MW และมีราคารับซื้อสูงกว่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยรัฐบาลจะรับซื้อไฟฟ้าขยะที่ 5.08 บาท/หน่วยพร้อม FiT Premium 0.70 บาท/หน่วย ใน 8 ปีแรก สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 MW และ 3.66 บาท/หน่วย สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มีกำลังการผลิต 10-50 MW


ชี้ความเสี่ยงของ ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในระยะกลางถึงยาว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในระยะกลางถึงยาว พร้อมแนะนำวิธีการวางแผนรับมือกับทุกสถานการณ์ ดังนี้
ปัจจุบันผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนยังไม่สามารถขายไฟฟ้าตรงให้ผู้ใช้งานผ่านโครงข่ายภาครัฐ โดยรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นเจ้าของโครงข่ายไฟฟ้า ยังไม่อนุญาตให้เอกชนเช่าใช้ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดให้มี Third Party Access (TPA) หรือการอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหรือผู้ให้บริการพลังงานรายอื่นเข้าถึงและใช้โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าของรัฐอย่างเสรี


การแข่งขันกับโครงการไฟฟ้าสีเขียวจากภาครัฐ (UGT) ในตลาดการขายไฟฟ้าให้ภาคเอกชน แม้ว่าการเปิดให้บริการ UGT ในช่วงแรก จะเป็นการขายไฟฟ้าพลังงานน้ำที่มีอยู่เดิมในระบบของการไฟฟ้าฯ เป็นหลัก ทำให้ไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ในระยะถัดไป จะเริ่มมีการเปิดขายไฟฟ้าชนิดอื่นเพิ่มเติม ทำให้ผลกระทบมีเพิ่มมากขึ้น โดยบริการจากภาครัฐจะมีข้อได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม และความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าในปริมาณมากได้อย่างมั่นคง ทำให้ผู้ใช้ไฟภาคเอกชน โดยเฉพาะรายใหญ่ อาจเปลี่ยนมาเลือกใช้บริการ UGT แทนการทำสัญญาซื้อขายแบบ Private PPA ในระยะยาว


การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หรือ Waste to Energy (WtE) ในปัจจุบันยังไม่ได้รับการบรรจุใน EU Taxonomy (EU, 2024) ในฐานะพลังงานสีเขียว ซึ่งหมายความว่า WtE จะไม่เข้าข่ายมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งสินค้าไปยังยุโรปอาจไม่เลือกใช้ไฟฟ้าจากขยะในฐานะพลังงานสีเขียว เนื่องจากไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ EU กำหนด


------------------------


関連コンテンツ
「キャッサバとトウモロコシ:食料からグリーンエネルギーとバイオパッケージへ バイオプラスチックとクリーン燃料 — 世界の台所からグリーン・イノベーション・ハブへ」 SO OK TRADING による記事|2026年3月24日
「タイ農作物の脱炭素への変革:キャッサバとトウモロコシからバイオプラスチック、包装、そして未来の燃料へ」 キャッサバとトウモロコシは、もはや単なる食料作物ではありません。 それらは 生分解性包装材、バイオプラスチック、クリーン燃料 の未来を支える原材料となり、グリーン経済と Net Zero の目標に応える存在へと進化しています。 本記事(SO OK TRADING 執筆)は以下のテーマを深掘りします:
24 Mar 2026
RDF (เชื้อเพลิงชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้และขยะ): เชื้อเพลิง RDF คืออะไร และ ทำประโยชน์อะไรกับ Green Energy ได้บ้าง
Refuse Derived Fuel : RDF โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า เชื้อเพลิงขยะ แต่สำหรับคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนช. เรียกว่า ก้อนเชื้อเพลิงขยะ และได้มีการพิจารณาศึกษา RDF ซึ่งเป็นประโยชน์กับการจัดการขยะชุมชน รวมทั้งขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ขยะอันตราย ซึ่งมีการทิ้งปะปนกันจนแยกออกได้ยาก จึงขออนุญาตสรุปเนื้อหาของผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการพร้อมแนวคิดจากประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการขยะแบบไทยๆ ดังนี้ การผลิต RDF เป็นแนวทางที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรป เช่น เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ ฯลฯ ทั้งขยะใหม่และขยะเก่าที่ตกค้างในบ่อฝังกลบ สามารถนำมาผลิต RDF ได้ดี การผลิต RDF สามารถทำได้โดยเทคโนโลยีคนไทย เครื่องจักรผลิตในไทย ไปจนถึงการนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงจากต่างประเทศในกรณีที่ต้องการผลิตจำนวนมากๆ ตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป เมื่อปี พ.ศ. 2557 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ศึกษาพื้นที่ศักยภาพเบื้องต้นว่า มีการผลิต RDF ไม่น้อยกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ จากการสำรวจพื้นที่ผลิต RDF 21 แห่ง ใน 15 จังหวัด พบว่ามีการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสู่ชุมชน 570 ล้านบาท สามารถคืนทุนได้ในเวลา 10-13 ปี ราคาขายของ RDF เริ่มต้นตันละ 500-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและค่าความร้อนของ RDF (ปกติอยู่ระหว่าง 3,000-5,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม) ปัญหาของการผลิต RDF ก็คือ ตลาด ซึ่งมีผู้ซื้อน้อยราย ความต้องการใช้ RDF น้อยกว่าปริมาณที่มีการผลิต อีกทั้งจุดรับซื้อมีเพียงไม่กี่จุดทั่วประเทศ เท่าที่มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ จากการที่มีการผลิต RDF จากบ่อฝังกลบและจากขยะใหม่ในปริมาณมาก RDF จึงล้นตลาดจนราคาซื้อขายไม่คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงขยะส่วนใหญ่ก็มีภาระในการจัดการขยะตามสัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อราคาตํ่ามากๆ ทำให้เชื้อเพลิง RDF ถูกนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น สมาคมการค้าพลังงานขยะ จึงได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ให้มีการสนับสนุนยกระดับเชื้อเพลิงขยะให้เป็นเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดธุรกิจการค้าที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมกันนี้ทางสมาคมการค้าพลังงานขยะ ยังได้มีเสนอแนวทางการจัดประเภทของ RDF ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย เพื่อสะดวกต่อการส่งเสริมของภาครัฐและสามารถกำหนดราคาซื้อขายได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ประเภท กระบวนการผลิตเชื้อเพลิง (Method of Manufacture) กลุ่มลูกค้าที่ใช้ RDF RDFRDF – 1 RDF เกรดพรีเมียม (Solid Recovered Fuel : SRF) ผ่านการย่อย-คัดแยกชนิด และขนาดด้วยเครื่องจักร มีขนาด RDF 50-100 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม RDF – 2 RDF คุณภาพสูง ผ่านเครื่องย่อย-คัดแยกชนิดและขนาด RDF มีขนาด 90-150 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และเป็นเชื้อเพลิงเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล RDF – 3 RDF คุณภาพปานกลาง ผ่านการย่อยและคัดแยกเบื้องต้น ขนาด RDF 200-300 มิลลิเมตร ค่าความร้อนปานกลาง-สูง โรงไฟฟ้าขยะทั่วไป RDF – 4 RDF จากบ่อฝังกลบ ผ่านการร่อนด้วยเครื่องจักร แยกดินออก RDF มีขนาดใหญ่เล็กตามสภาพ ต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพก่อนใช้เป็นเชื้อเพลิง ลูกค้าที่มีระบบปรับปรุงคุณภาพขยะ ขอยกตัวอย่างบทสรุปจากสมุดปกขาว “เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทางออกของการจัดการขยะชุมชน” 1. โรงงานปูนซีเมนต์ทั้ง 4 แห่งในประเทศไทย ที่รับซื้อ RDF ในพื้นที่มีไม่ทั่วถึงเพียงพอที่จะรับขยะชุมชน 2. ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ไม่มีโรงงานปูนซีเมนต์ตั้งอยู่ 3. ราคาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล มีผลต่อราคาและการรับซื้อ RDF 4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ไม่รู้วิธีการผลิต RDF ให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ได้ราคาดี 5. รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/ชุมชนผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF ที่มีคุณภาพโดยผ่านการทำสัญญาแบบ Supply Chain ในระยะยาว และสร้างระบบประกันคุณภาพและราคาขาย รวมทั้งค่าขนส่งสามารถปรับตามราคาเชื้อเพลิง 6. การผลิต RDF มุ่งเน้นการกำจัดขยะที่ตกค้างและเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบ ควรใช้เป็นโอกาสให้มีผลต่อการคัดแยกขยะ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยในอนาคต 7. การผลิต RDF มีผลประโยชน์ร่วมหลายด้าน เช่น ลดปัญหานํ้าเสีย การแพร่ระบาดของโรค สร้างรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ได้พื้นที่ขยะที่ฝังกลบหรือกองทิ้งมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดความขัดแย้ง และเป็นการร่วมกับประชาคมโลกในการลดภาวะโลกร้อน “ขยะไม่ใช่ทอง แต่เป็นของเสียที่ต้องช่วยกันกำจัด” RDF 3: Recycling Energy
24 Nov 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy そして Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy