Share

เกร็ดความรู้ พลวง และ พลวงแท่ง by SO OK

Last updated: 10 Dec 2025
1046 Views

เกร็ดความรู้ Antimony

ชื่อแร่ = แอนทิโมนี, พลวง (Antimony)


คุณสมบัติทางฟิสิกส์ = รูปผลึกระบบออร์โทรรอมบิก เป็นแท่งเล็กเรียวคล้ายเข็ม หรือแผ่นแบบใบมีดว้อนกัน เป็นกลุ่มหรือเป็นเม็ดเกาะกัน เป็นก้อนสีเทาตะกั่วปนน้ำเงินนิดๆวาวแบบโลหะตรงผิว ทีบริสุทธิ์จึงเรียก พลวงเงิน สีผง ละเอียดสีเทาตะกั่ว ถ.พ.4.5 แข็ง 2 แนวแตกเรียบแนว ้เดียวชัดเจน จะเห็นร่องขนาด ถี่ๆ เป็นเส้นขวาง ๆ ของส่วน ยาวของแท่งผลึกแร่


คุณสมบัติทางเคมี 
สูตรเคมี Sb2S3 มี Sb 71.4% หลอมง่ายขั้นที่ 1 ได้กลิ่น SO2 และมีคราบสีขาวจับที่แท่งถ่านสลายได้ง่ายด้วย กรดดินประสิวมักจะผุสลายได้ง่าย สังเกตที่ผิวจะเห็นลักษณะการผุเปลี่ยนสีไปเป็สีเหลืองซีด ๆ เป็นสติบิโคไนต์(Stibiconite) หรือที่เรียกกันว่า พลวงทอง


ลักษณะเด่นและวิธีตรวจ
ผลึกแร่ยาวเรียวแบนคล้ายใบมีดซ้อนเหลื่อมกัน หรือเป็นรูปเข็มเกาะรวมกันอย ู่ปลายหนึ่งส่งอีกปลายออกไปเป็นรูปรัศมี ตรวจดูสีผง ลองเผาดูด้วยไม้ขีดไฟก็ได้ จะหลอมได้ง่ายได้กลิ่นกำมะถันใส่กรดเกลือจะละลายได้กลิ่นไข่เน่า ถ้าเทสาร ละลายลงในน้ำเปล่าจะให้ตะกอนขาวขุ่น จะข่อยๆเปลี่ยนเป็นสีสม และเป็นสีแสดในที่สุดอะพาไทต์แบบที่มีผลึกละเอียดเนื่อสมานแน่น เรียกคอลโลเฟน (Collophane) เป็นส่วนประกอบสำคัญของหินฟอสเฟตและกระดูกที่เป็นซากดึกดำบรรพ์ เพราะจากการศึกษาโดยเอกซเรย์ พบว่า คอลโลเฟนเป็นเพียงแบบหนึ่งของอะพาไทต์เท่านั้น มีลักษณะเป็นก้อนแข็งกลม ๆ หรือมน ๆ มักไม่บริสุทธิ์และแคลเซียมคาร์บอเนต


การเกิด = เกิดแบบสายแร่ร่วมกันกับไพไรต์ สฟาเลอไรต์ กาลีนา ซินนาบาร์ และรีอัลการ์ มักมีควอรตซ์ แบไรต์ฟลูออไรต์ และแคลไซต์ เป็นเพื่อนแร่กัน

แหล่งในประเทศไทย พบที่ จ.แพร่ ลำพูล ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ตาก สุโขทัย อุดรธานี อุตรดิตถ์ เลย สระบุรี ชลบุรี ระยอง ราชบุรี กาญจนบุรี ชุมพร สุราษฎ์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา และกระบี่

แหล่งในต่างประเทศ แหล่งที่สำคัญพบที่ประเทศจีน ฮังการี ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน ผรั่งเศล โปรตุเกส โปลิเวียและสหพันธรัฐรัสเซีย


ประโยชน์ของสินแร่พลวงที่สำคัญ ถลุงเอาโลหะพลวงมาผสมกับตะกั่วทำตัวพิมพ์หนังสือ ทองเหลืองหล่อตุ๊กตาโลหะ ทำสีทาบ้าน บรรจุในกระสุนกระทบแตก ใช้ ้ประกอบสารทำหัวไม้ขีดไฟ ทำตะกั่วแบตเตอรี่ หุ้มสายโทรศัพท์ สาย ไฟขนาดใหญ่ๆทำหลอดบีบจารบี หมึกพิมพ์โรเนียว พลาสติดเหลวต่างๆ ทำควันสัญญาณให้สีต่างๆของแก้ว ใช้ในการรมยาง ทำ bearing สำหรับป้องกันการเสียดสีในเครื่องจักรกล ทางด้านการแพทย์ เกลือของพลวงใช้ในการทำยาต่างๆเพื่อป้องกันเชื้อโรค

พลวง กับ ความสำคัญในภาคอุตสาหกรรม

แร่ที่มีความสำคัญมากนี้คือ พลวง(Antimony, Sb) 

พลวง(Antimony, Sb)ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals)
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก พลวง(Antimony, Sb) ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) นอกเหนือไปจากลิเทียม(Li) วาเนเดียม(V) แกลเลียม(Ga) โคบอลต์(Co) นิกเกิล(Ni) แพลทตินัม(Pt) และแร่ธาตุหายาก(Rare Earth Elements-REEs) กันก่อน

แร่พลวง(Antimony, Sb)มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงแบตเตอรี่ แผงโซลาร์ สารหน่วงไฟ และเครื่องกระสุน และอุตสาหกรรมตะกั่ว(Pb) รวมถึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตพลาสติก PET

ความต้องการแร่พลวง(Antimony, Sb)เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว โลหะสีขาวเงินชนิดนี้ยังมีความสำคัญต่อแผงโซลาร์โดยช่วยให้เซลล์แสงอาทิตย์แบบเพอรอฟสไกต์ทำงานได้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแสงและการแปลงพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความร้อนทำให้แผงโซลาร์ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้ดียิ่งขึ้น

ในด้านการกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่โลหะเหลวใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)เพื่อกักเก็บและจ่ายพลังงานส่วนเกินจากระบบโซลาร์ เมื่อการติดตั้งระบบโซลาร์เติบโตขึ้น บทบาทของแร่พลวง(Antimony, Sb)ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะขยายตัวตามไปด้วย

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)ในเครื่องกระสุนมากกว่า 200 ประเภทรวมถึงจานชนวนจุดระเบิด (percussion primers) และหัวกระสุนเจาะเกราะ

การใช้งานสำคัญบางประการของแร่พลวง(Antimony, Sb) รวมถึงโลหะผสมพลวงช่วยเพิ่มความทนทานของแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดในยานพาหนะทางทหาร คุณสมบัติในการหน่วงไฟของพลวงช่วยเสริมความต้านทานไฟให้กับเครื่องแบบและอุปกรณ์ทางทหาร แร่พลวง(Antimony, Sb)ยังนำไปใช้ในเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเซ็นเซอร์อินฟราเรดและอุปกรณ์มองกลางคืนซึ่งมีความสำคัญต่อเทคโนโลยีทางการทหาร

ต้องกล่าวไว้ในที่นี้ว่า พลวง(Antimony, Sb) ไม่ใช่แร่ธาตุหายาก(REE) และแร่ธาตุหายาก(REE) เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล แร่ที่มีความสำคัญมาก(critical minerals) ที่มีนิยามที่เลื่อนไหลไม่ตายตัว

ณ ขณะนี้ นิยามของแร่พลวง(Antimony, Sb) ในฐานะเป็นวัตถุดิบ/แร่ธาตุที่มีความสำคัญมากนั้นจำกัดอยู่ในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลียเป็นหลัก เนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง (เสี่ยงต่อการขาดแคลน) มีทางเลือกในการทดแทนที่จำกัด มีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและ/หรือความมั่นคงแห่งชาติ

ในทางสากล มีการจัดตั้ง The International Antimony Association(i2a) ในปี 2551 โดยมีฐานอยู่ที่กรุง Brussels โดยเป็นตัวแทนองค์กรตัวแทนของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ใช้สารประกอบแร่พลวง(Antimony, Sb)หลายชนิด เป้าหมายของ i2a คือการผลิต การใช้งาน และการรีไซเคิลแร่พลวง(Antimony, Sb)อย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ

จีนเป็นผู้ผลิตแร่พลวง(Antimony, Sb) รายใหญ่ที่สุด แต่ผลผลิตได้ลดลงอย่างมาก ผลผลิตในปี พ.ศ.2566 ลดลงจาก 60,000 ตัน (ส่วนแบ่งตลาด 55%) ในปี 2565 เนื่องจากการปิดเหมืองและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ระงับการส่งออกสินแร่พลวง และ พลวงแท่งแล้ว

มณฑลหูหนานซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตแร่พลวง(Antimony, Sb)หลักได้หยุดการผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงมิถุนายนเพื่อดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในหูหนานและกุ้ยโจวสร้างความปั่นป่วนต่อการทำเหมืองช่วงต้นปี 2566 ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและมีส่วนสำคัญต่อการขาดแคลนอุปทานทั่วโลกในปัจจุบัน

นอกจากนี้ จีนยังเข้มงวดการควบคุมการส่งออกแร่พลวง(Antimony, Sb) มากขึ้นเพื่อรักษาสถานะในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ออกมาตรการจำกัดเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ชิปขั้นสูง โดยจีนใช้ยุทธวิธีคล้ายกันกับธาตุเจอร์เมเนียม แกลเลียม กราไฟต์ และแร่ธาตุหายากอื่นๆ

เมียนมาในห่วงโซ่อุปทานของแร่พลวง(Antimony, Sb)

ข้อมูลของ USGS ระบุว่า เมียนมาเป็นผู้ผลิตแร่พลวง(Antimony, Sb) รายใหญ่อันดับ 4 รองจากจีน ทากิซสถานและตุรกีในปี พ.ศ.2566 เช่นเดียวกับรัสเซียที่ครอบครองแหล่งสำรองแร่ราว 17% แต่เผชิญกับความไม่แน่นอนอันเป็นผลจากการรุกรานยูเครน เมียนมาก็ประสบปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานเนื่องจากความวุ่นวายทางการเมือง เมียนมามีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของการผลิตแร่พลวง(Antimony, Sb)ทั่วโลก

ตลาดส่งออกแร่พลวงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของเมียนมารวมถึงไทย สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ประเทศปลายทางสำคัญอื่น ๆ คือ ฝรั่งเศสและจีน

ตามที่รายงานของสำนักข่าว Reuters โดย Straitstimes นับตั้งแต่จีนสั่งห้ามการส่งออกแร่ที่มีความสำคัญมาก (Critical Minerals) รวมถึงแร่พลวงไปยังสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2567 ปริมาณแร่พลวง (Antimony, Sb) ได้หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ จากไทยและเม็กซิโกในปริมาณที่สูงผิดปกติ

ตามบันทึกการขนส่งที่ Reuters ตรวจสอบพบว่า Thai Unipet Industries บริษัทลูกในไทยของบริษัท Youngsun Chemicals ผู้ผลิตแร่พลวงของจีน ทำการค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างคึกคักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Unipet ส่งออกสินค้าพลวงจากไทยไปสหรัฐฯ อย่างน้อย 3,366 ตัน ระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 จากใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) 36 ฉบับ ซึ่งบันทึกโดยแพลตฟอร์ม ImportYeti และ Export Genius ตัวเลขนี้สูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2566 ถึงประมาณ 27 เท่า อย่างไรก็ตาม บันทึกดังกล่าวระบุรายละเอียดสินค้า คู่ค้า และท่าเรือต้นทาง แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และไม่มีหลักฐานแน่ชัดเรื่องการอ้อมเส้นทาง

เมียนมา-ไทย : รอยต่อห่วงโซ่อุปทานแร่พลวง(Antimony, Sb)
ข้อมูลจาก World Integrated Trade Solution ของธนาคารโลก ปี 2566 ไทยนำเข้าแร่พลวง(Antimony, Sb) จากเมียนมาในปริมาณ 891.108 ตัน ส่วนสถิติการนำเข้าที่รายงานโดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ในปี 2567 แร่พลวง(Antimony, Sb)และโลหะพลวงที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปจากเมียนมานำเข้าไทยผ่านด่านแม่สอด 13,517.34 ตัน และด่านแม่ฮ่องสอนอีก 25 ตัน

รายงานโดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ในปี 2568 (มกราคมถึงปัจจุบัน) นอกจากด่านแม่สอดและแม่ฮ่องสอน แร่พลวง(Antimony, Sb)จากเมียนมายังนำเข้าไทยผ่านด่านท่าเรือเชียงของ ท่าเรือเชียงแสนและด่านแม่สะเรียงรวมกันทั้งหมดเป็น 46,440.91 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเทียบกับสถิติปี 2567

ข้อมูลจากกราฟทั้งสองสะท้อนถึงการที่ประเทศไทยกลายเป็น การอ้อมเส้นทาง(bypass) ของแร่ที่มีความสำคัญมากอย่างแร่พลวงซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกจากเมียนมาอาจมีปลายทางที่จีนเป็นหลักก่อนปี พ.ศ.2567

สารประกอบ Antimony oxides จากไทยไปสหรัฐฯ
การส่งออกผลิตภัณฑ์แร่พลวง(Antimony, Sb) จากไทยไปยังสหรัฐฯ จะอยู่ในรูป สารประกอบ Antimony oxides อ้างอิงจากการสืบค้นผ่านพิกัดอัตราศุลกากร(HS-code 28258000) Antimony oxides เป็นสารประกอบอนินทรีย์ของพลวง (Antimony) และออกซิเจน โดยมีสูตรเคมีหลักคือ Sb2O3 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Antimony trioxide หรือ Antimony sesquioxide ถือว่าเป็นสารประกอบพลวงที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ที่สำคัญที่สุดและเป็นผงสีขาวละเอียด

จากข้อมูลพิกัดอัตราศุลกากร(HS-code 28258000) ปริมาณส่งออก Antimony oxides จากไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2567 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเทียบกับปี พ.ศ.2566 และจนถึงเดืิอนพฤษภาคม 2568 ปริมาณส่งออก Antimony oxides จากไทยไปยังสหรัฐฯ ปริมาณ 2,364.5 ตัน หรือเกือบเท่ากับปริมาณส่งออกในปี พ.ศ.2567 ทั้งปี

เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวข้างต้นมาเทียบเคียงกับการส่งออกสินค้าแร่พลวงจากไทยไปสหรัฐฯ ของบริษัท Thai Unipet Industries ที่รายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ในปริมาณ 3,366 ตัน จะเห็นว่ามีปริมาณที่สอดสอดใกล้เคียงกัน (เฉพาะเดือนธันวาคม 2567 ปริมาณส่งออก Antimony oxides ตามพิกัดอัตราศุลกากร(HS-code 28258000) จากไทยไปยังสหรัฐฯ มีปริมาณ 760 ตัน เมื่อรวมกับปี 2568 (มกราคม-พฤษภาคม) จะเป็น 3,124.5 ตัน)

อาจสรุปเบื้องต้นในที่นี้ได้ว่า ไทยกลายเป็นเพียงทางลัดของห่วงโซ่อุปทานแร่ที่มีความสำคัญมาก(Criticals Minerals)อย่างแร่พลวง(Antimony, Sb) โดยเฉพาะจากจีน หรือ พม่า และอาจรวมถึงลาวด้วย โดยปลายทางหลักที่ส่งไปคือ สหรัฐอเมริกา

------------------------

เมื่อปะติดปะต่อห่วงโซ่อุปทานของแร่พลวงตามข้างต้น มีประเด็นที่เราต้องฉุกคิดและต่อยอด ในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง) ดังนี้

บรรดาสินแร่ที่ไทยนำเข้าจากเมียนมาผ่านด่านต่างๆ ของสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 แร่พลวง(Antimony, Sb) ถือว่าโดดเด่นมากที่สุดในแง่ของปริมาณ ด่านที่มีการนำเข้ามากที่สุดคือด่านแม่สอดซึ่งสะท้อนถึงทำเลที่ตั้งของแหล่งแร่พลวง(Antimony Belt)ในเขตรัฐคะเรนนีต่อเนื่องไปจนถึงแถบพื้นที่ปากแม่น้ำสาละวิน ขึ้นไปถึงรัฐคะยา อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปี 2568 มีการนำเข้าแร่พลวง(Antimony, Sb)จากเมียนมาผ่านด่านท่าเรือเชียงแสนและเชียงของอาจมีนัยยะถึงแหล่งแร่พลวง(Antimony Belt)ในพื้นที่ลุ่มน้ำอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง)
บางโครงสร้างทางธรณีวิทยา แร่พลวง(Antimony, Sb) และทองอาจพบร่วมกันได้เช่นในสายแร่ที่เป็นไฮโดรเทอร์มอล(Hydrothermal veins) มีกิจการเหมืองแร่ในหลายประเทศเช่น ออสเตรเลีย มุ่งเป้าไปที่โลหะทั้งสองชนิด บางครั้งเน้นการสกัดทองโดยมีแร่พลวงเป็นผลพลอยได้ หรืออาจใช้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับการทำเหมืองทั้งสองทรัพยากรเท่าๆ กัน ในงานสำรวจวิจัยที่จะมีขึ้นเพื่อวิเคราะห์การขยายตัวและผลกระทบของเหมืองทองในรัฐฉานที่มีต่อแม่น้ำกก/สาย/รวก/โขง ก็ควรที่จะผนวกความเป็นไปได้ของการสกัดแร่พลวงเข้าไปด้วย
ในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่าโรงถลุงแร่พลวงในมณฑลหูหนานของจีนซึ่งดำเนินการโดยบริษัทหูหนานโกลด์ คอร์ปอเรชันได้ยุติการผลิตแล้ว นอกจากนี้เกือบครึ่งหนึ่งของโรงถลุงแร่พลวงในจีนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแร่จนไม่สามารถดำเนินการได้ สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันในห่วงโซ่อุปทานของแร่พลวงในฐานะเป็น critical minerals ในเมียนมา นำไปสู่การขยายตัวของการทำเหมืองแร่ในแถบ Antimony Belt ในรัฐฉาน และอาจขยายวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง)ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก
ร่าง manuscript ชื่อ Some critical mineral and element occurrences and potential in Myanmar ซึ่งเสนอโดย Department of Geological Survey and Minerals Exploration Ministry of Natural Resources and Environmental Conservation, Naypyitaw, Myanmar และตีพิมพ์ลงใน Thai Geoscience Journal เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2565 ระบุชัดเจนว่า เมียนมามุ่งเน้นการสำรวจแร่ที่มีความสำคัญมาก(critical Minerals) ในกรณีของแร่หายาก(REEs) มีพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการศึกษาวิจัยมี 8 พื้นที่ หนึ่งในนั้นคือรัฐฉานที่ด้านตะวันออกจรดแม่น้ำโขง และด้านตะวันตกจรดแม่น้ำสาละวิน ด้านเหนือจรดพรมแดนจีนและด้านใต้จรดพรมแดนไทย(เชียงราย/เชียงใหม่) หากแนวทางกล่าวนี้เป็นจริง ก็จะเป็นความท้าทายหลักของการกอบกู้ฟื้นฟูวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง)อย่างแท้จริง (ในเมียนมา แร่หายาก (REEs) ส่วนใหญ่พบร่วมกับหินแกรนิตที่แทรกตัวเข้าไปในแนวหินแปรโมก๊อก (Mogok Metamorphic Belt MMB) โดยเฉพาะบริเวณทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ)
รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์เชิงรุกและเร่งด่วนต่อวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง) โดยใช้ ห่วงโซ่อุปทาน ของแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) ซึ่งรวมถึงแร่หายาก(REEs) มาริเริ่มขับเคลื่อนความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในภาคการขุดเจาะทรัพยากร หนึ่งในนั้นคือการเข้าเป็นสมาชิกโครงการริเริ่มความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากร (EITI) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคม อุตสาหกรรมขุดเจาะและสกัดทรัพยากร หุ้นส่วนพัฒนาและผู้บริจาค
ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อกู้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง) ที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญคือเป็นผู้นำผลักดันประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและจีนเพื่อยกร่าง หลักการ(guiding principle)ว่าด้วย critical minerals แห่งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยหนึ่งในหลักการนั้นคือการปกป้องพื้นที่เปราะบางและสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากการทำเหมืองและแปรรูปแร่เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (transition minerals) ยังคงก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ต้องมีการกำหนด เขตห้ามแตะต้อง (No-Go Zones) เพื่อปลอดการทำเหมืองแร่เพื่อการเปลี่ยนผ่านและกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น สิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง

-------------

พลวง critical material ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

------------

ทิศทางในอนาคตแร่พลวง กับอุตสาหกรรมไทย และ อุตสาหกรรมโลก

ทิศทางอนาคตแร่พลวง (Antimony) มีแนวโน้มที่สำคัญคือ ความต้องการจะสูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ วัสดุหน่วงไฟสำหรับพลังงานหมุนเวียน) แต่การผลิตจะมีความผันผวนจาก การควบคุมของจีน และความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศผู้ผลิตหลัก (เช่น เมียนมา, รัสเซีย) ทำให้ ไทยอาจมีบทบาทมากขึ้นในฐานะทางผ่านหรือแหล่งสำรอง ขณะที่ สหรัฐฯ และ EU พยายามลดการพึ่งพาจีน โดยมองหาแหล่งอุปทานใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และที่อื่น ๆ และประเด็นด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ. 


ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ:
พลังงานสะอาดและอิเล็กทรอนิกส์: พลวงใช้เป็นสารประกอบในแบตเตอรี่ตะกั่วกรด (สำหรับรถยนต์ทั่วไป) และเป็นส่วนประกอบสำคัญในวัสดุหน่วงไฟ (Flame Retardants) สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, พลาสติก, และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในระบบพลังงานหมุนเวียน.


ความมั่นคงทางอุปทาน: ประเทศตะวันตก (EU, สหรัฐฯ) ต้องการลดการพึ่งพาจีน (ผู้ผลิตหลัก) ทำให้เกิดการแสวงหาแหล่งแร่ใหม่ และมองหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจ.


ความผันผวนทางการเมือง: ความขัดแย้งในรัสเซีย และความไม่สงบในเมียนมา ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลวง โดยเมียนมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่กระทบต่อตลาดโลก. 


บทบาทของประเทศไทย:
เส้นทางอ้อมของอุปทาน: มีรายงานว่าพลวงจากจีนถูกส่งผ่านไทยไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางการค้า (เป็นประเด็นที่ต้องจับตาในด้านกฎระเบียบและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม).


ศักยภาพแหล่งแร่: แม้ไทยจะเน้นแร่หายาก (Rare Earth) แต่ก็มีศักยภาพในการสำรวจและผลิตแร่พลวง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค. 


แนวโน้มในอนาคต:
การแข่งขันสูงขึ้น: ประเทศผู้ผลิตรายใหม่ๆ และการลงทุนสำรวจแหล่งพลวงนอกเหนือจากจีนจะเพิ่มขึ้น.
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์: พลวงถูกจัดเป็น "วัตถุดิบสำคัญ" (Critical Mineral) จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ. 
โดยสรุป ตลาดพลวงกำลังเผชิญความท้าทายและโอกาสที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสีเขียวและภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยมีโอกาสและบทบาทที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง. 

------------------


Related Content
特朗普2.0:关税游戏尚未结束 最高法院叫停全球关税 → 特朗普立刻反击! 旧关税退出,新关税登场:全球10%关税将于2月24日正式实施 我们的钱包会受到怎样的冲击?拭目以待!
2026年2月20日 – “全球关税”被美国最高法院叫停 但游戏并未结束… 因为总统唐纳德·特朗普立即“反击”,推出新的全球10%关税! 美元走弱 黄金飙升 股市反弹 全球货币剧烈波动 贵金属重新成为避险资产 SO OK TRADING 的完整文章深入分析了对全球经济、汇率、股市和安全资产的影响,并提供了应对即将到来的“高波动性”时期的策略。 可阅读英文信息图表摘要 如需农产品、工业品和清洁能源燃料,请直接联系我们 www.sooktrading.com sooktrading@outlook.com
21 Feb 2026
“黄金价格持续飙升,是否要在宇宙才会停? BY SO OK TRADING”
2026年初黄金价格分析 截至2026年1月5日,黄金价格约为4,300–4,400美元/盎司,创下历史新高。这一走势延续了2025年全年强劲的上涨趋势。2026年的前景仍受到全球经济不确定性、贸易摩擦、国际贸易政策、美联储降息预期以及各国央行持续购金的支撑。 黄金价格概况(2026年初) - 最新价格(2026年1月5日): 4,400–4,450 USD/oz - 2025年走势: 黄金全年收于历史新高,反映了投资者与央行的强劲买盘 - 市场定位: 黄金不仅被视为短期抗通胀工具,更是全球投资组合中的战略性配置资产 影响黄金价格的关键因素 - 美国货币政策(美联储): 市场预期2026年将降息,推动金价上涨 - 通胀与全球经济: 对衰退与通胀的担忧促使投资者增持黄金作为避险资产 - 全球央行: 多国继续增加黄金储备,以分散美元风险 - 地缘政治风险: 战争、国际紧张局势与政治不确定性持续支撑金价 2026年走势展望 - 基准区间: 预计金价在 4,300–5,500 USD/oz 之间运行 → 突破5,000 USD/oz的可能性很高 - 上涨潜力: 若美联储快速降息或全球经济显著放缓,金价可能突破 5,500 USD/oz - 下行风险: 若全球经济迅速复苏且利率维持高位,金价可能回调至 ~4,000 USD/oz(概率较低,目前仍处于上升趋势) 投资者建议 - 短期: 密切关注美联储会议、各国经济政策、中国资源出口限制、去美元化趋势及国际贸易政策 - 中长期: 黄金仍是避险资产,适合用于投资组合的风险分散 → 价格有望继续上涨 结论 2026年黄金价格仍处于历史高位,整体趋势 维持上升。尽管短期可能出现回调,但在货币宽松、全球经济不确定性与央行购金的推动下,金价有望继续走高。
6 Jan 2026
2026年全球与泰国经济展望:人工智能、清洁能源与战略性大宗商品的崛起》 —— SO OK TRADING 撰文
中文版引言 2026年将成为全球与泰国经济的重要转折之年。 世界正由 人工智能(AI)与清洁能源 驱动,同时 黄金、白银、铜、铝 等战略性大宗商品正在崛起。 尽管全球经济仍在持续增长,但贸易战与地缘政治风险依然是主要压力。泰国目前正处于 转型期(Transition),亟需吸引更多外国直接投资(FDI),并加大研发(R&D)投入,以避免被时代浪潮所淘汰。 在本文中,SO OK TRADING 将带您深入解析 2026 年全球与泰国经济的趋势,并指出新兴产业中的机遇。 这些机遇涵盖 数字科技、综合医疗、清洁能源,以及快速成长的生活方式市场。2026年将成为全球与泰国经济的重要转折点。 在 人工智能(AI) 和 清洁能源 的推动下,世界正见证着战略性大宗商品的崛起——黄金、白银、铜和铝。 尽管全球经济仍在持续增长,但泰国依然处于 转型期,亟需吸引更多外国直接投资(FDI),并加强研发(R&D),以把握 医疗枢纽、绿色制造和生活方式市场 等新兴机遇。
17 Feb 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy