แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก ปี 2569: ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมโอกาสราคาขยับขึ้น โดย SO OK TRADING

แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก ปี 2569: ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมโอกาสขยับราคาขึ้น
ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กโลก หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในปี 2568 ตลาดกำลังเข้าสู่ “สมดุลใหม่” ที่ความต้องการเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ราคามีแนวโน้มขยับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ได้ลดลงเหมือนช่วงก่อนหน้า
ในภาพรวม ความต้องการใช้เหล็กทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัว 1.3% สู่ระดับ 1,773 ล้านตัน โดยมีอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน รถไฟ และพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 9% ในช่วงปี 2568–2569 ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปฟื้นตัวอย่างมีวินัย โดยสหรัฐฯ โต 1.8% จากการลดดอกเบี้ยและการลงทุนในพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่วนยุโรปโต 3.2% จากการฟื้นตัวของภาคยานยนต์และการปรับปรุงอาคารตามมาตรฐานพลังงาน
แม้จีนยังเผชิญภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่การลดลงของความต้องการเหล็กเริ่มชะลอตัวเหลือเพียง -1% โดยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กช่วยพยุงภาพรวม ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางก็มีแนวโน้มเติบโตจากการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ความต้องการเหล็กกระจายตัวมากขึ้น
ด้านราคาเหล็ก ปี 2569 มีแนวโน้มขยับขึ้น โดยราคาเหล็กเส้น (Rebar) คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 3,300 หยวนต่อตัน หรือประมาณ 16,000–17,000 บาท/ตัน (450–530 USD/MT) ส่วนต้นทุนสินแร่เหล็กอยู่ในช่วง 83–95 ดอลลาร์/ตัน จากอุปทานใหม่ในกินีและออสเตรเลีย แม้สเปรดราคาระหว่างเหล็กแผ่นกับวัตถุดิบจะทรงตัว แต่มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ และยุโรปทำให้ราคาภายในประเทศเหล่านั้นสูงกว่าตลาดโลก และเกิดการแยกส่วนของตลาดโลกอย่างชัดเจน
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ อุปทานส่วนเกินจากจีน ซึ่งหากมีการทุ่มส่งออกอาจกดราคาทั่วโลกให้ตกต่ำลง รวมถึงนโยบายการเงิน หากการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด อาจชะลอการลงทุนและลดแรงส่งของดีมานด์ นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้าและขนส่งทางทะเล รวมถึงความผันผวนของค่าเงินและราคาพลังงาน ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนและราคาขายข้ามภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ความต้องการใช้เหล็กในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยตามภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยฐานปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 16.2 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจากจีน ซึ่งอาจครองตลาดไทยถึง 50% หากไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เข้มงวด
ในด้านโอกาส ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้กลยุทธ์ผสม เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือเหล็กกึ่งสำเร็จรูป แล้วเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเฉพาะทาง พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและการรับรอง เพื่อเข้าถึงลูกค้าพรีเมียม และแข่งขันในตลาดส่งออกเฉพาะกลุ่ม เช่น อาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในปี 2569 คือความต้องการเหล็กจะสูงขึ้น และราคามีโอกาสขยับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ โดยผู้ผลิตที่สามารถบริหารต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
----------
SO OK Trading: พันธมิตรเชื่อมเหล็กไทยสู่ตลาดโลก
SO OK Trading พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเหล็กไทยด้วยโซลูชันครบวงจร ตั้งแต่การเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยกับผู้ซื้อ ผ่านเครือข่ายคู่ค้ากว้างขวาง และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์แบบราง–เรือ–ถนน ไปจนถึงการวิเคราะห์ตลาดและแนวโน้มราคาเหล็ก/สินแร่ พร้อมคำแนะนำสูตรราคาอิงดัชนี
เราช่วยจัดทำสัญญาซื้อขายที่ลดความผันผวนของราคา ดูแลเอกสาร มาตรฐาน และการรับรอง เพื่อความมั่นใจในการส่งออก และพัฒนาข้อเสนอเชิงเทคนิคและพาณิชย์ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าจีนที่ต้องการเหล็กเฉพาะทาง
SO OK Trading ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออก แต่คือพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดเหล็กระดับโลก
---------

