แชร์

“บาทไทยอ่อนต่อเนื่อง! วิเคราะห์แนวโน้มไตรมาส 3/2569 — SO OK TRADING จับตาทิศทางค่าเงินบาทกลางพายุเศรษฐกิจโลก”

อัพเดทล่าสุด: 24 ก.ค. 2026
96 ผู้เข้าชม

บทวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินบาท (24 กรกฎาคม 2569) พร้อม OUTLOOK : SO OK TRADING : 

---------------

ภาพรวมค่าเงินบาทวันนี้

ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.83 – 33.85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และเคลื่อนไหวในกรอบ 33.70 – 34.00 บาท/ดอลลาร์

ปิดตลาดที่ 33.81/83 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าต่อเนื่องจากแรงกดดันภายนอกประเทศ ทั้งจากเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกา และ ปัจจัยภายนอกต่างๆ

---------------

ปัจจัยหลัก: ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท

️ ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
⚔️ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ พิจารณาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่)

การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

---------------
 
⚔️ ปัจจัยกดดันเงินบาท

Oil Shock: ราคาน้ำมันสูงขึ้น → ไทยต้องใช้เงินดอลลาร์มากขึ้น → ดุลบัญชีเดินสะพัดตึงตัว  ---> เงินไหลออก

นโยบายดอกเบี้ยไทย: กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ขณะที่ Fed อยู่ที่ 3.50% – 3.75% → ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้าง เงินทุนไหลออก

Safe-Haven Demand: นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หันไปถือดอลลาร์ → กดดันค่าเงินบาท

---------------
 
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) และผลกระทบ

ปัจจุบัน: 101.38 – 101.45 จุด ขึ้นจากระดับ 99.00- 100.00 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

แนวโน้ม Q3–Q4: เคลื่อนไหวในกรอบ 95.00 – 102.00 จุด

ปัจจัยหนุน US DOLLAR: วิกฤตสงคราม, มาตรการภาษีนำเข้า

ปัจจัยกดดัน US DOLLAR : ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว, เงินเฟ้อลดลง

----------------
 
ผลกระทบต่อสกุลเงินหลัก เมื่อเทียบกับ USD

THB: อ่อนค่าตาม DXY แต่มีโอกาสกลับมาแข็งค่าหากสงครามคลี่คลาย

EUR: มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยของ ECB

JPY: อ่อนค่าหนักจากส่วนต่างดอกเบี้ย แม้ BOJ พยายามขึ้นดอกเบี้ย

GBP: เคลื่อนไหวผันผวน แต่ยังมีแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศ

CNY: มีแนวโน้มอ่อนค่าจากผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ

-----------------
 
OUTLOOK ค่าเงินบาท (THB)

เดือนสิงหาคม 2569: คาดแกว่งตัวในกรอบ 33.70 – 34.20 บาท/ดอลลาร์ โดยยังถูกกดดันจากภาวะ Risk-Off

ไตรมาส 3/2569: คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20 – 34.40 บาท/ดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินทุนไหลออก

ปลายปี 2569: หากสงครามคลี่คลายและดอลลาร์กลับมาอ่อนค่า มีโอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น

------------------

ปัจจัยประคอง (ค่าเงินบาท)

รายได้จากการท่องเที่ยว (High Season กันยายน–ธันวาคม)

เงินทุน FDI ใน Data Center และ Cloud Service

-------------------
 
OUTLOOK เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)

ระยะสั้น (Q3/2569): มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากบทบาท Safe-Haven และการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยของ Fed → DXY อาจแตะ 103.6 จุด หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง

ระยะกลาง–ยาว (Q4/2569): หากตลาดแรงงานชะลอตัวและเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง Fed อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย → DXY มีโอกาสอ่อนค่าลงต่ำกว่า 97 จุด

ปัจจัยเสี่ยง: มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจกระทบการค้าโลกและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค

--------------------

 เปรียบเทียบกับ JPY/CNY: บาทแข็งค่าขึ้น → จังหวะดีในการแลกเงินหรือทำสัญญาล่วงหน้า
เปรียบเทียบกับ EUR: ยูโรมีแนวโน้มแข็งค่า → ควรทำ Hedging หรือล็อกต้นทุนล่วงหน้า
เปรียบเทียบกับ USD : ควรจับตา DXY และราคาน้ำมันเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของค่าเงินบาทใน Q3
 
✨ สรุป: เงินบาทยังคงอ่อนค่าตามแรงกดดันจากราคาน้ำมันและดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่มีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและ FDI ที่ช่วยประคองไม่ให้หลุดกรอบรุนแรง ขณะที่ผู้ประกอบการควรใช้จังหวะนี้บริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการทำ Hedging กับเงินยูโร และวางแผนแลกเงินเยน/หยวนล่วงหน้าเพื่อได้ต้นทุนที่คุ้มค่า ส่วนดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งแกร่งในระยะสั้นจาก Safe-Haven แต่มีความเสี่ยงอ่อนค่าลงในระยะยาวหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว

-------------------

SO OK TRADING  : พันธมิตรทางธุรกิจของคุณ

SO OK TRADING : FAST SHARP RELIABLE 

VISIT US AT : WWW.SOOKTRADING.COM

FACEBOOK : SO OK TRADING

------------------


บทความที่เกี่ยวข้อง
การ Supply วัตถุดิบเช้าโรงงาน แบบ LAST MILES: ประโยชน์ของผู้ประกอบการ (SO OK TRADING Can Provide This Type of Service)
าร Supply วัตถุดิบเข้าโรงงานแบบ Last-mile มีความสำคัญต่อการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยการจัดส่งวัตถุดิบจากจุดสุดท้ายไปยังโรงงานอย่างรวดเร็วและตรงตามเวลา จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การเก็บสต็อกมากเกินไป, ลดความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต, และทำให้การผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด. ความสำคัญของการ Supply วัตถุดิบเข้าโรงงานแบบ Last-mile ลดต้นทุนการจัดเก็บวัตถุดิบ: การส่งวัตถุดิบแบบ Just-in-time ช่วยลดความจำเป็นในการสต็อกวัตถุดิบจำนวนมาก ซึ่งทำให้ลดต้นทุนค่าคลังสินค้าและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสต็อก. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: การส่งวัตถุดิบที่จำเป็นในเวลาที่ต้องการ ช่วยป้องกันการหยุดชะงักของสายการผลิต และทำให้การผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง. ตอบสนองความต้องการของตลาด: ช่วยให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ. ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด: ทำให้โรงงานสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตได้ตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องกังวลกับสต็อกวัตถุดิบที่ล้นเกิน. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี: การใช้เทคโนโลยีในการวางแผนเส้นทาง, การติดตามสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์, และการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งวัตถุดิบได้. SO OK Trading สามารถให้บริการ LAST MILE SUPPLY กับลูกค้าที่ใช้บริการ และ ยังสามารถช่วยบริหารจัดการสินค้าคงคลัง พร้อมทั้งประสานงานกับลูกค้า เพื่อการส่งมอบวัตถุดิบ เข้าสายการผลิตอย่างตรงตามเวลา ป้องกันปัญหาวัตถุดิบ ไม่เพียงพอต่อสารการผลิต และ การบริการนี้ยังไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มที่สูงเกินไป คู่ค้าของ SO OK TRADING สามารถแข่งขันในตลาดได้
3 ธ.ค. 2025
วิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดย SO OK TRADING : FAST • SHARP • RELIABLE ราคาทองคำทั่วโลกปรับตัวร่วงลงแรงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายใต้แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและเกิดแรงขายในตลาดทองคำทั่วโลก ในประเทศ ทองคำแท่ง 96.5% ปรับลดลงทันที 700 บาทในช่วงเช้า ขายออกที่ 64,600 บาท ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยบริเวณ 33.82–33.84 บาทต่อดอลลาร์ ช่วยพยุงราคาทองไทยไม่ให้ร่วงแรงเท่าตลาดโลก ⚡ ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี → เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ตลาดคาด Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน (โอกาส 83%) แรงขายจากจีนหลังปรับกฎการซื้อขายทองคำ → เกิด Forced Liquidation สัญญาณทางเทคนิคหลุดแนว Pivot 4,076 ดอลลาร์ → RSI อ่อนแรง
24 ก.ค. 2026
ผลไม้ไทย ความอร่อยจากไทย ผลผลิตจากธรรมชาติ ส่งไกลทั่วโลก : รู้จักผลไม้ไทย และ โอกาสส่งออก ซื้อขาย กับ SO OK TRADING
ผลไม้ไทย: ผลิตภัณฑ์ไทยสู่ตลาดโลก ภาพรวมผลไม้ไทย ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” ด้วยภูมิอากาศและดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถผลิตผลไม้ได้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าว และสับปะรด ซึ่งล้วนมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาพรวมตลาดส่งออก - ตลาดญี่ปุ่น - กล้วย มะม่วง มังคุด และสับปะรดเป็นที่นิยมอย่างมาก - ความตกลง JTEPA ช่วยลดภาษี และการรับรอง GI เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ - ตอบโจทย์ผู้บริโภคญี่ปุ่นที่เน้นสุขภาพและคุณภาพระดับพรีเมียม - ตลาดจีน - ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นสินค้าส่งออกหลัก - จีนเป็นผู้นำเข้าผลไม้ไทยรายใหญ่ที่สุด - รถไฟจีน–ลาวช่วยพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รักษาความสดใหม่ของผลไม้ - ตลาดตะวันตก (ยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย) - มะพร้าวอ่อน มังคุด มะม่วง สับปะรด และแก้วมังกรได้รับความสนใจสูง - ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และความยั่งยืน - ความต้องการสินค้าประมวลผล เช่น ผลไม้อบแห้งและน้ำผลไม้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โอกาสและทิศทางการพัฒนา - ความแตกต่างด้านคุณภาพ: สร้างแบรนด์ผลไม้พรีเมียมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน - เกษตรอัจฉริยะ: ใช้ AI และโดรนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ - นวัตกรรมผลิตภัณฑ์: พัฒนาผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้บรรจุขวด และกลุ่มซูเปอร์ฟู้ด - ความยั่งยืน: ปรับตัวตามกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม (EUDR) และข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ - การยกระดับโลจิสติกส์: ระบบขนส่งเย็นและรถไฟช่วยรักษาความสดใหม่ ✨ สรุป ด้วยจุดแข็งด้าน คุณภาพ นวัตกรรม และ ความยั่งยืน ผลไม้ไทยมีศักยภาพที่จะขยายอิทธิพลในตลาดโลกมากขึ้นในปี 2026 และอนาคต ตลาดญี่ปุ่น จีน และตะวันตกต่างมีจุดแข็งและโอกาสเฉพาะ ทำให้การส่งออกผลไม้ไทยมีแนวโน้มเติบโตเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง
23 ม.ค. 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy