Share

ทิศทางการใช้ อลูมิเนียมในอนาคต (ปี2026) , ทิศทางราคาอลูมิเนียม และ สถานะการณ์ Carbon Footprint

Last updated: 16 Dec 2025
2173 Views
การใช้งาน อลูมิเนียมในอุตสาหกรรมไทย

อลูมิเนียมถูกใช้หลากหลายในอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ ก่อสร้าง (กรอบหน้าต่าง, Facade), ยานยนต์ (ชิ้นส่วนรถ EV เพื่อลดน้ำหนัก), บรรจุภัณฑ์ (กระป๋อง, ฟอยล์), และ อิเล็กทรอนิกส์ (ตัวระบายความร้อน), โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและพลังงานสะอาด ซึ่งทำให้ไทยมีโอกาสเติบโตในด้านอลูมิเนียมรีไซเคิล. 
 
การใช้งานหลักในอุตสาหกรรมไทย
งานก่อสร้างและสถาปัตยกรรม: เป็นวัสดุหลักในกรอบประตูหน้าต่าง, ผนังอาคาร (Facade), โครงสร้าง, และส่วนประกอบอาคาร เพื่อความสวยงามและความทนทานต่อสภาพอากาศ.
ยานยนต์: สำคัญมากในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดน้ำหนักรถ เพิ่มระยะทางวิ่ง โดยใช้ทำตัวถัง, โครงสร้าง, แผงประตู, และกล่องแบตเตอรี่ (เพิ่มจาก 20-30 กก. ในรถปกติเป็น 200 กก. ในรถ EV).
บรรจุภัณฑ์: กระป๋องเครื่องดื่ม, อลูมิเนียมฟอยล์ห่ออาหาร, ถาดอาหาร, และบรรจุภัณฑ์ยา เนื่องจากป้องกันแสง/ความชื้นได้ดีและรีไซเคได้.
อิเล็กทรอนิกส์: ใช้ผลิตแผ่นระบายความร้อน (Heat Sinks) และโครงสร้างอุปกรณ์ เพราะนำความร้อนได้ดีและน้ำหนักเบา.
พลังงานทดแทน: ใช้ในโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม. 
 
แนวโน้มและโอกาส
การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV): เพิ่มความต้องการอลูมิเนียมอย่างมหาศาล.
ความยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ: อลูมิเนียมรีไซเคิลมีแนวโน้มเติบโตสูง เป็นโอกาสของไทยในการผลิตอลูมิเนียมคาร์บอนต่ำ.
การก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน: โครงการภาครัฐกระตุ้นความต้องการต่อเนื่อง.
แรงงานฝีมือ: ไทยมีจุดแข็งด้านแรงงานและอุตสาหกรรมปลายน้ำครบวงจร. 
โดยรวมแล้ว อลูมิเนียมเป็นวัสดุสำคัญในไทยที่กำลังเติบโตตามเทรนด์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. 

ทิศทางสินค้าอลูมิเนียนในอนาคต

 ทิศทางอนาคตสินค้าอลูมิเนียมจะเน้น ความยั่งยืน (Sustainability), ลดน้ำหนัก (Lightweighting) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด (Solar, Wind), การรีไซเคิล (Recycling) เพื่อลดคาร์บอน, นวัตกรรมวัสดุใหม่ๆ (เช่น ทนทานพิเศษ) และ การนำมาใช้ในงานโครงสร้างสมัยใหม่ (Modular Construction) รวมถึงการปรับตัวรับมือกับกฎระเบียบภาษีคาร์บอน (CBAM) ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและระบบรีไซเคิลเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน. 
 
แนวโน้มสำคัญ
ความยั่งยืนและรีไซเคิลสูง:ความต้องการอลูมิเนียมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Aluminum) และรีไซเคิลสูง (High-Recycled Content) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อลด Carbon Footprint.
อลูมิเนียมรีไซเคิลช่วยประหยัดพลังงานการผลิตได้ถึง 95%.
ไทยมีโครงการส่งเสริมการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ครบวงจร (Aluminium Loop) และต้องพัฒนาระบบแยกเศษโลหะและเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ.
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV):EV ต้องการใช้อลูมิเนียมเพิ่มขึ้นมาก (200 กก./คัน) เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มระยะทางวิ่งและประสิทธิภาพพลังงาน.
ใช้อลูมิเนียมในโครงสร้าง, แชสซี, เฟรม, แผงตัวถัง, และชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อลดน้ำหนัก.
พลังงานสะอาด:ใช้อลูมิเนียมในโครงสร้างรองรับแผงโซลาร์เซลล์, กังหันลม, และระบบกักเก็บพลังงาน.
อาคารและโครงสร้าง:การก่อสร้างแบบโมดูลาร์และสำเร็จรูป (Modular Construction) ใช้อลูมิเนียมผลิตชิ้นส่วนนอกสถานที่เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว.
วัสดุอลูมิเนียมถูกพัฒนาให้ทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น.
การอัดขึ้นรูป (Extrusion):ตลาดการอัดขึ้นรูปเติบโตแข็งแกร่งเพื่อรองรับภาค EV, อิเล็กทรอนิกส์ (แผงระบายความร้อน), และโซลาร์เซลล์. 
 
ความท้าทายและโอกาส
ความผันผวนของราคา: พลังงานและวัตถุดิบยังเป็นปัจจัยกดดัน.
มาตรการภาษีคาร์บอน: EU CBAM จะกระทบผู้ส่งออกไทยที่ไม่ได้มาตรฐานคาร์บอนต่ำ.
โอกาสของไทย: มีจุดแข็งด้านแรงงานฝีมือและอุตสาหกรรมรองรับ, ต้องพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและพลังงานสะอาดเพื่อแข่งขัน. 
สรุป: อลูมิเนียมเป็น 'โลหะแห่งอนาคต' ที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของเทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech) และความต้องการลดคาร์บอนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค EV และพลังงานหมุนเวียน. 
 
-----------

ทิศทางการใช้งาน อลูมิเนียมแบบม้วน ในอุตสาหกรรม

อลูมิเนียมยังคงครองใจหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างเหนียวแน่น ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นครบครัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เบา ความแข็งแรงทนทาน คุณสมบัติไม่เป็นสนิม การนำความร้อนและไฟฟ้าที่เป็นเลิศ และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการรีไซเคิลได้ไม่จำกัด ซึ่งสอดรับกับกระแสความยั่งยืน (Sustainability) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ แล้วในปี 2025 ทิศทางของอลูมิเนียมม้วนจะมุ่งไปทางไหนบ้าง? มาเจาะลึกกัน
 

อลูมิเนียมรักษ์โลก เทรนด์ความยั่งยืนและการรีไซเคิลมาแรง
กระแสความยั่งยืนยังคงเป็นเมกะเทรนด์ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัสดุทั่วโลก และแน่นอนว่าอลูมิเนียมคือหนึ่งในนั้น ในปี 2025 เราจะได้เห็นความต้องการอลูมิเนียมคาร์บอนต่ำและอลูมิเนียมรีไซเคิลพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด McKinsey & Company คาดการณ์ว่าความต้องการอลูมิเนียมกลุ่มนี้จะสูงถึง 41 ล้านตันทั่วโลกในปี 2025 และจะเติบโตต่อเนื่องเป็น 62 ล้านตันภายในปี 2030 การเลือกใช้อลูมิเนียมรีไซเคิลไม่เพียงช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตได้มากถึง 95% เมื่อเทียบกับการผลิตอลูมิเนียมใหม่ แต่ยังหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล (Carbon Footprint) ผลกระทบต่อธุรกิจของคุณ ผู้ผลิตที่ใช้อลูมิเนียมแผ่นและอลูมิเนียมม้วนมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้วัสดุที่มีสัดส่วนอลูมิเนียมรีไซเคิลสูงขึ้น หรือร่วมมือกับซัพพลายเออร์ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยดูแลโลก แต่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และอาจช่วยลดภาระภาษีคาร์บอนที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้ แม้แต่ในประเทศไทย โครงการอย่าง Aluminium Loop ที่ส่งเสริมการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมแบบครบวงจร (Closed Loop) ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน 
 
นวัตกรรมการพัฒนาอลูมิเนียมอัลลอยด์ใหม่ๆ ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงของแต่ละอุตสาหกรรม ในปี 2025 เราจะเห็นการนำเสนออัลลอยด์ที่มีคุณสมบัติพิเศษยิ่งขึ้น เช่น ความแข็งแรงสูงแต่น้ำหนักเบาลง ทนทานต่อการกัดกร่อนได้เหนือกว่า หรือขึ้นรูปทรงที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น อัลลอยด์ซีรีส์ 2025 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงและความเหนียว เหมาะสำหรับงานโครงสร้างอากาศยาน หรืออัลลอยด์พิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องการความเบาและความทนทานสำหรับแบตเตอรี่และชิ้นส่วนโครงสร้าง
 
เทคโนโลยีการเคลือบผิวอลูมิเนียมม้วนพัฒนาไปไกลกว่าแค่เรื่องสีสัน แต่ยังเพิ่มความทนทานและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ในปี 2025 คาดว่าจะมีการใช้นวัตกรรมการเคลือบผิวที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เช่น การเคลือบป้องกันแบคทีเรีย (Anti-microbial) การเคลือบที่ทำความสะอาดง่าย (Easy-to-clean) การเคลือบสีพิเศษ หรือการสร้างพื้นผิวสัมผัส (Texture) ที่แปลกใหม่ การเคลือบแบบโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ยังคงได้รับความนิยมและคาดว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ ด้วยความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและต้นทุน นอกจากนี้ เทคโนโลยีการอบสีแบบใหม่ๆ เช่น การใช้รังสี UV หรืออินฟราเรด (IR/NIR) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในกระบวนการผลิต ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าต่างๆ สามารถใช้นวัตกรรมการเคลือบผิวเพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ และตอบสนองความต้องการด้านความสวยงามและฟังก์ชันเฉพาะของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การเลือกใช้อลูมิเนียมม้วนที่ผ่านการเคลือบผิวคุณภาพสูงจะช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ผู้บริโภค
 
ความต้องการอลูมิเนียมแผ่นและอลูมิเนียมม้วนจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ
บรรจุภัณฑ์ (Packaging) กลุ่มนี้เติบโตไม่หยุด โดยเฉพาะกระป๋องเครื่องดื่มและภาชนะอลูมิเนียมฟอยล์ ด้วยคุณสมบัติรีไซเคิลได้ 100% และตอบโจทย์ความยั่งยืน เทรนด์จะมุ่งไปที่การใช้อลูมิเนียมที่บางลงแต่ยังคงความแข็งแรง เพื่อลดปริมาณการใช้วัสดุ


ยานยนต์ (Automotive) อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการใช้อลูมิเนียมม้วนเพื่อลดน้ำหนักรถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเพิ่มระยะทางขับขี่ อลูมิเนียมถูกนำมาใช้ในส่วนประกอบมากมาย เช่น โครงสร้างตัวถัง แผงประตู ฝากระโปรง และกล่องแบตเตอรี่


การก่อสร้าง (Construction) อลูมิเนียมยังคงเป็นวัสดุยอดนิยมในงานสถาปัตยกรรม ทั้งผนังอาคาร (Facades) หลังคา กรอบหน้าต่างประตู รวมถึงโครงสร้างแผงโซลาร์เซลล์และส่วนประกอบพลังงานหมุนเวียน


อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) ด้วยคุณสมบัติการนำความร้อนที่ดีเยี่ยม อลูมิเนียมจึงถูกใช้ในชิ้นส่วนระบายความร้อน (Heat Sinks) และโครงสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความเบาและสวยงาม

โรงงานและธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ควรเตรียมพร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะของอลูมิเนียมแผ่นและอลูมิเนียมม้วนที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

 ทิศทางราคาอลูมิเนียม 2026


ทิศทางราคาสินค้าอลูมิเนียมปี 2026 มีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในภาคพลังงานสะอาด (EV, โซลาร์) และโครงสร้างพื้นฐาน, อุปทานตึงตัวจากเพดานการผลิตจีน, ต้นทุนพลังงานสูงในยุโรป, และนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เช่น CBAM ของ EU ซึ่งสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและอุปทาน. อย่างไรก็ตาม อาจมีการปรับฐานลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หากกำลังการผลิตใหม่ในอินโดนีเซียเริ่มเข้ามา. 

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา:
อุปทานตึงตัว: กำลังการผลิตของจีนใกล้ถึงเพดาน 45 ล้านตัน และอุปทานเศษอลูมิเนียมได้รับผลกระทบจากภาษีส่งออกและกฎหมายสิ่งแวดล้อมใน EU (CBAM).
ความต้องการสูง: การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานแสงอาทิตย์, และการก่อสร้าง ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญ.
ต้นทุนพลังงาน: ต้นทุนไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่สูงในยุโรปส่งผลกระทบต่ออัตราการผลิตของโรงถลุง.
นโยบายสิ่งแวดล้อม: มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของ EU จะเพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง. 
คาดการณ์ปี 2026:
ต้นปี: ราคาอาจพุ่งแตะระดับสูง (ทดสอบ $3,000/ตัน) จากความคาดหวังด้านอุปทานตึงตัว.
กลาง-ปลายปี: มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นแรงกดดันให้ราคาปรับตัวลดลงบ้าง เมื่อกำลังการผลิตใหม่จากอินโดนีเซียเริ่มเข้าสู่ตลาด.
ภาพรวม: คาดว่าราคาจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของราคา 10% ในปี 2026 เมื่อเทียบกับปี 2025. 
ผลกระทบต่อไทย:
ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวรับมือกับ CBAM ที่จะมีผลบังคับใช้จริงจังตั้งแต่ปี 2026 ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและต้องลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับตลาด EU

------

CBAM คืออะไร 

CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ของสหภาพยุโรป (EU) เป็นกลไกที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับสินค้าที่ผลิตใน EU และป้องกันการย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage) ไปประเทศที่ไม่มีมาตรการด้านคาร์บอนเข้มงวด. 
วัตถุประสงค์หลัก:
สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน: ให้สินค้าที่นำเข้ามีภาระต้นทุนคาร์บอนเทียบเท่ากับสินค้าที่ผลิตใน EU.
ส่งเสริมการลดคาร์บอน: กระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม. 

สินค้าที่ได้รับผลกระทบ (ระยะเริ่มต้น):
เหล็กและเหล็กกล้า
อะลูมิเนียม
ปูนซีเมนต์
ปุ๋ย
ไฟฟ้า
ไฮโดรเจน 

การบังคับใช้:
ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period): ปี 2023-2025 (พ.ศ. 2566-2568) ผู้ส่งออกต้องรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น โดยยังไม่ต้องจ่ายภาษีจริง.
ระยะบังคับใช้จริง (Definitive Period): เริ่ม 1 มกราคม 2026 (พ.ศ. 2569) ผู้นำเข้าต้องเริ่มชำระค่าธรรมเนียมจริง และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มรูปแบบในปี 2035. 

สำหรับผู้ประกอบการไทย:
ต้องเตรียมการวัดและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์.
ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมและรักษาความสามารถในการแข่งขัน. 

------------- 

Related Content
LME คือ อะไร และ ราคาเคลื่อนไหวอย่างไร และ คาดการณ์อย่างไร
คุณรู้หรือไม่ว่าโลหะ / อโลหะ ที่อยู่รอบตัวพวกเราชนิดอื่นๆ ราคาเดี๋ยวก็ขึ้นเดี๋ยวก็ลงไม่ต่างจากราคาทองเลย รวมถึงราคาของอลูมิเนียม , ทองแดง , สังกะสี , เหล็ก , ตะกั่ว ก็ด้วยเช่นกัน ทำไมราคาอโลหะ เช่น อลูมิเนียม ถึงปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา SO OK อยากชวนคุณมาอ่านบทความนี้ เพื่อ Refresh ข้อมูล และ ทำความเข้าใจกับวงจรการเคลื่อนไหวราคา LME กัน ก่อนอื่นเราขอชี้ให้เห็นก่อนว่าอลูมิเนียม และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายอุตสาหกรรม หากมองไปที่ของใช้ต่างๆ รอบตัว เชื่อว่าจะต้องมีหลายชิ้นที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียมแน่นอน เช่น กระป๋องบรรจุเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนรถยนต์ กรอบประตูหน้าต่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ครัว เป็นต้น นั่นทำให้อลูมิเนียมเป็นที่ต้องการของภาคการผลิตตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา นำความร้อนและความเย็นได้ดี ที่สำคัญสามารถรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและสถานการณ์ในแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน จึงทำให้ ราคาอลูมิเนียม ขึ้นลงแปรผันตาม demand และ supply และสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบ แล้วปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อราคา อโลหะ , โลหะ SO OK จะขออนุญาติ ยกตัวอย่างจากสินแร่ อลูมิเนียม มาให้เห็ภาพ เราสามารถเช็กราคาอลูมิเนียมได้โดยอิงจากราคา LME แล้วราคา LME คืออะไร? LME หรือ London Metal Exchange เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าเกี่ยวกับอโลหะ (ไม่รวมเหล็ก) ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดจากประเทศอังกฤษ โดยมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและตัวเลือกต่างๆ สำหรับโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์ คือ อลูมิเนียม ทองคำ ทองแดง เงิน โคบอลต์ และสังกะสี ซึ่งเมื่อเทียบราคาทองคำที่ขึ้นลงตลอดเวลาแล้ว ราคาของอลูมิเนียมก็ขึ้นลงไปต่างกัน แต่ก็ปรับตัวขึ้นจากปีก่อนๆ เยอะมาก โดยเมื่อย้อนดูราคาอลูมิเนียมตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงตอนนี้ NOV 2025 ราคาอลูมิเนียมเคยมีราคาต่ำสุดที่ 1,953.80 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน สูงสุดที่4,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และปัจจุบัน (NOV 2025) เฉลี่ยอยู่ที่ 2,823 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน สาเหตุที่ทำให้ราคาอลูมิเนียมปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในอีก นั่นก็เพราะว่าประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นโดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า , รถไฟฟ้า EV, การใช้งานแบตเตอรี่ไฟฟ้า , บรรจุภัณฑ์ , สายไฟ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเพิ่มจำนวนการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ผู้ผลิตต้องซื้อวัตถุดิบในตลาดโลกมากขึ้น ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกจึงพุ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์รักษ์โลกกับการใช้อลูมิเนียมยังมาแรงมากๆ ในปัจจุบัน “เทรนด์โลกกำลังมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายการสร้างความยั่งยืน SDGs ซึ่งมีผลต่อปริมาณความต้องการอลูมิเนียมสูงขึ้นในระยะยาว เพราะหลายประเทศหันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งใช้อลูมิเนียมในการทำโซลาร์เซลล์ ทำให้ปริมาณการใช้อลูมิเนียมในอนาคตจะเพิ่มขึ้น 10 เท่าใน 10 ปี หรือเพิ่มจาก 1 ล้านตันในปี 2563 เป็น 4 ล้านตันในปี 2573” – นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), ประชาชาติธุรกิจ, มิ.ย. 21 อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะเห็นกันแล้วว่าอลูมิเนียม รวมถึงสินค้าโลหะ และ อโลหะอื่นๆ จึงเป็นวัตถุดิบที่มีค่ามากอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ราคาอลูมิเนียมจึงปรับขึ้นลงตลอดเวลา และยังมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นไปในอนาคตอีกด้วย
29 Nov 2025
“Aluminum Heats Up! MJP Surges to a 11-Year High – Tracking Premiums and Global Prices in Q3/2026 as Supply Tightens, Thailand Must Adapt | SO OK TRADING Global Aluminum Market Analysis” 11 JUNE 2026
Aluminum Heats Up! MJP Premium Set to Reach a New High Again in Q3/2026 The global aluminum market remains red-hot — Japan’s MJP Premium is expected to surge to a new 11-year high, while LME Cash Price holds firm at $3,450–$3,700/MT, up more than 19% since the start of the year! Supply disruptions in the Middle East, Guinea’s bauxite export restrictions, and Europe’s CBAM policy are driving the global metals market into a true era of “tight supply.”
11 Jun 2026
ALUMINUM PRICE TREND 2026
An analysis of the aluminum market in 2026 indicates a likely continued market deficit and upward price pressure, driven by constrained supply and resilient demand from green energy sectors. However, significant volatility is expected due to policy uncertainties and the potential for new Indonesian supply to eventually balance the market. Key Drivers and Projections for 2026 Supply Side Analysis Capacity Constraints: China's primary aluminum output is approaching its self-imposed 45 million-tonne capacity cap, limiting global supply growth. Power Challenges: Smelters outside of China face intense competition for power from energy-intensive sectors like AI data centers, which are willing to pay higher prices for long-term contracts. This has kept significant capacity offline in Europe and the US. Production Disruptions: Outages and potential shutdowns at existing smelters in Iceland and Mozambique further tighten the market. Scrap Supply Pressure: The EU's planned implementation of the Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) and potential scrap export tariffs in spring 2026 are expected to impact global scrap flows, creating regional shortages and price volatility. New Capacity: Indonesia is a key source of new supply, with several projects in the pipeline. However, analysts suggest the pace of the ramp-up may be slower than expected due to infrastructure and policy challenges, meaning it is unlikely to fully offset near-term tightness. Demand Side Analysis Green Transition Demand: Demand from "green" sectors such as solar panels, new energy vehicles, and energy transition infrastructure remains strong, providing fundamental support for the market. Substitution Effect: Aluminum's wide price discount relative to copper has encouraged substitution in electrical applications, acting as a tailwind for demand and prices. Construction and Automotive: The construction and automotive industries continue to be major consumers, with growing demand for lightweight, low-carbon aluminum products. Price Forecasts and Volatility The market is expected to remain in a deficit in 2026, with estimates ranging from 200,000 to 600,000 tonnes. This structural tightness is leading most analysts to forecast sustained or rising prices. Bullish Views: Analysts at Bank of America project prices of $3,000/tonne as early as 2026. J.P. Morgan also expects prices to approach $3,000/tonne in Q1 2026. ING forecasts an average price of $2,900/tonne for the year. Bearish/Conservative Views: Goldman Sachs is an outlier, forecasting prices to decline to $2,350/tonne by Q4 2026, anticipating a market surplus later in the year. SMM forecasts a "high first, then lower" pattern, with prices finding equilibrium in the $2,700–$2,800/tonne range by year-end. Premiums: Regional premiums, particularly the US Midwest premium, are expected to remain high and volatile due to tariffs and regional supply dynamics, creating a disconnect from the LME benchmark price. In essence, 2026 is projected to be a year of high volatility where participants need to focus on scenario readiness rather than relying on a single price forecast, as geopolitical and energy policies significantly influence regional supply and costs
31 Dec 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy