“Clean Energy Lead: The Strategic Metal of the Future — Global Lead Market on Fire! Green Demand Soars, Supply Tightens, Prices Surge, Recycled vs Primary Lead in a New Era Battle, Opening the Path to a Sustainable World” : SO OK TRADING 13 MAY 2026

ราคาตะกั่วในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากภาวะ "อุปทานตึงตัวอย่างหนักและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น" ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ และระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลก [1, 2]
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ราคาตะกั่วโลกพุ่งสูงขึ้น มีรายละเอียดดังนี้:
1. โครงสร้างอุปทานที่จำกัด (Supply Constraints)
ข้อจำกัดจากการขุดเหมือง: ตะกั่วไม่ใช่โลหะหลักที่ถูกขุดขึ้นมาเดี่ยวๆ แต่เป็นผลพลอยได้ (Byproduct) จากการทำเหมืองโลหะชนิดอื่น เช่น สังกะสี เงิน และทองแดง
ผลกระทบต่อเนื่อง: เมื่อการผลิตหรือราคาของโลหะหลักอย่างสังกะสีเกิดการชะลอตัว ปริมาณการขุดเจาะตะกั่วทั่วโลกจึงลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ [1]
2. กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition)
ความต้องการด้านการกักเก็บพลังงาน: ตะกั่วเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อุตสาหกรรมหนุนนำ: ข้อมูลวิเคราะห์ทิศทางตลาดจาก Future Market Insights ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของภาคการผลิตยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการสำรองไฟฟ้า เป็นตัวเร่งดีมานด์ฝั่งผู้บริโภคให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ [1, 2]
3. การพึ่งพาและข้อจำกัดของตลาดรีไซเคิล
ปัญหาจากเศษตะกั่ว: ปัจจุบันโลกพึ่งพาตะกั่วรีไซเคิลจากการแปรรูปแบตเตอรี่เก่าสูงมาก
กฎระเบียบที่เข้มงวด: รายงานจากหลายภาคส่วนระบุว่า สังคมโลกเริ่มตระหนักถึงต้นทุนทางสาธารณสุขและผลกระทบทางสมองจากสารตะกั่ว ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศยกระดับมาตรการควบคุมโรงงานรีไซเคิลให้ปลอดภัยและเข้มงวดขึ้น ส่งผลทางอ้อมให้ต้นทุนการแปรสภาพเศษตะกั่ว (Lead Scrap) พุ่งสูงและออกสู่ตลาดช้าลง
สถานการณ์ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตะกั่วในตลาดโลหะลอนดอน (LME) มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่ทั่วโลก ดังนี้ครับ
1. ความเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลก (LME Lead Price Trend)
การพุ่งแตะระดับสูงสุด: ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 ราคาตะกั่วปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 12 สัปดาห์นับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์
กรอบการซื้อขายปัจจุบัน: ตลาดส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยราคาแกว่งตัวเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 1,930 ถึง 2,050 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน และมีแรงต้านสำคัญอยู่ที่ระดับประมาณ 2,010 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้น: ข้อมูลราคาย้อนหลังจาก Investing.com แสดงให้เห็นว่าระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) ที่ค่อนข้างตึงตัว ประกอบกับโรงงานแปรรูปขั้นปลายในจีนเริ่มทยอยเปลี่ยนสัญญาซื้อขายใหม่ เป็นตัวช่วยพยุงไม่ให้ราคาปรับฐานลงแรง [1, 2, 3, 4]
2. สัดส่วนการใช้งาน: แบตเตอรี่รถยนต์ VS ระบบกักเก็บพลังงาน
โครงสร้างดีมานด์ของตะกั่วเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรายงานจาก Future Market Insights และ Mordor Intelligence ระบุสัดส่วนการใช้งานดังนี้:
กลุ่มแบตเตอรี่ (Battery Dominance): ครองสัดส่วนสูงถึง 58% - 81% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด เนื่องจากคุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้าที่คุ้มค่าต่อต้นทุน
แบตเตอรี่รถยนต์สันดาป (SLI Batteries): แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมาแรง แต่รถยนต์ดั้งเดิมและระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ยังคงพึ่งพาแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดอย่างหนาแน่น
ระบบสำรองไฟและดาต้าเซ็นเตอร์ (Data-Center UPS & Micro-Mobility): ดีมานด์ใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาจากระบบสำรองไฟของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) รวมถึงกลุ่มรถสองล้อไฟฟ้า (E-bikes) และสามล้อไฟฟ้า (E-rickshaws) ในแถบเอเชียเกิดใหม่ เช่น อินเดียและอาเซียน ซึ่งยังใช้ตะกั่วเป็นหลักเนื่องจากราคาถูกกว่าลิเธียม [1, 2, 3]
3. มาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบรีไซเคิล
สัดส่วนการรีไซเคิลโลก: ตะกั่วเป็นหนึ่งในโลหะที่มีอัตราการรีไซเคิลสูงที่สุดในโลก โดยการผลิตทั่วโลกในปัจจุบันมาจากผลผลิตตะกั่วรีไซเคิล (Secondary Supply) สูงถึง 62.65%
ข้อบังคับใหม่จากฝั่งยุโรป: กฎระเบียบ EU Regulation 2023/1542 ได้กำหนดมาตรการเข้มงวด บังคับให้แบตเตอรี่ใหม่ต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิลสูงถึง 85% ภายในปี 2031 ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงเศษตะกั่วเก่า (Scrap Feedstock) ทั่วโลก ดันราคาต้นทุนหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้น
นโยบาย "Urban Mining" ของจีน: รัฐบาลจีนหันมาให้เงินอุดหนุนการทำเหมืองในเมือง (การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่เก่า) พร้อมสั่งปิดโรงหลอมปฐมภูมิที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อลดมลพิษทางสมองและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้อุปทานตะกั่วบริสุทธิ์จากเหมืองลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทิศทางราคาตะกั่วในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ต่อจากนี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะ แกว่งตัวในกรอบทรงตัวถึงปรับตัวขึ้นอย่างผันผวน (Rangebound to Modest Upside) โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันชั้นนำอย่าง Fastmarkets คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยจะแกว่งตัวรักษาระดับ อยู่รอบๆ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตันต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 [1]
แนวโน้มการเคลื่อนไหวและการคาดการณ์เชิงเทคนิคแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ครับ:
1. แนวโน้มระยะสั้น (ไตรมาสปัจจุบัน)
กรอบราคา: คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,930 – 2,050 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยมีแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 2,010 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเพิ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026
ปัจจัยกดดันชั่วคราว: ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและใช้งานแบตเตอรี่ (Off-season) ประกอบกับโรงหลอมฝั่งจีนเริ่มมีกำลังการผลิตตะกั่วรีไซเคิลกลับเข้ามาเพิ่มขึ้นในระบบ ทำให้ราคาในระยะสั้นอาจมีแรงย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับได้ [1, 2, 3, 4]
2. แนวโน้มระยะกลาง (ปลายปี 2026 – 2027) [1]
ภาพรวมสมดุลตลาด: Fastmarkets ประเมินว่าตลาดตะกั่วบริสุทธิ์ทั่วโลกจะอยู่ในภาวะ "สมดุลค่อนข้างตึงตัว" (Balanced Market) เนื่องจากฝั่งอุปทาน (Supply) ของเหมืองแร่รายใหม่จะยังไม่เติบโตมากนักจนกว่าจะพ้นปี 2026 ไปแล้ว
การคาดการณ์ราคาเฉลี่ย: สอดคล้องกับรายงานจาก Statista และสถาบันวิจัยวิเคราะห์อุตสาหกรรม ที่มองว่าราคาเฉลี่ยรายปีของปีนี้จะยืนพื้นอย่างแข็งแกร่งที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และมีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบกรอบ 2,100 – 2,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในปี 2027 ตามแรงฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภาคการผลิต [1, 3, 4, 5]
3. ตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม (Key Market Drivers)
ค่าฟีการถลุงแร่ (Treatment Charges - TCs): ปัจจุบันโรงหลอมตะกั่วทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากค่า TCs ที่ดิ่งลดลง ซึ่งสะท้อนว่า "สารแร่ตะกั่วดิบจากเหมืองขาดแคลน" หากค่า TCs ยังต่ำต่อเนื่อง โรงหลอมอาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ซึ่งจะดันราคา LME ให้พุ่งสูงขึ้นทันที
แรงหนุนจากราคาโลหะเงิน (Silver Price Correlation): เนื่องจากเหมืองตะกั่วส่วนใหญ่เป็นเหมืองโพลีเมทัลลิก (ขุดร่วมกับเงินและสังกะสี) การที่ราคาโลหะเงินในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เร่งเปิดโครงการใหม่ๆ ในช่วงปลายปี ซึ่งอาจส่งผลให้มีผลพลอยได้เป็นอุปทานตะกั่วไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต
ระดับสินค้าคงคลังใน LME: ปัจจุบันสต็อกตะกั่วในคลังสินค้าควบคุมของ London Metal Exchange (LME) อยู่ที่ประมาณ 2.65 แสนตัน หากตัวเลข Live Warrants (สินค้าที่พร้อมส่งมอบ) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่ผลักดันให้เกิดการเก็งกำไรในฝั่งขาขึ้น (Bullish Spikes) ได้ง่ายขึ้น
จัดให้ตามคำขอครับ สำหรับรายละเอียดเชิงลึกเพื่อการบริหารต้นทุนและการวิเคราะห์กลยุทธ์ซื้อขายโลหะตะกั่ว โดยแบ่งออกเป็นสองประเด็นหลักคือ โครงสร้างราคาระหว่างตะกั่วบริสุทธิ์เทียบกับตะกั่วรีไซเคิล และ พฤติกรรมค่าพรีเมียม (Premium) ในภูมิภาคเอเชีย ดังนี้ครับ
1. การเปรียบเทียบโครงสร้างราคา: ตะกั่วบริสุทธิ์ (Primary) VS ตะกั่วรีไซเคิล (Secondary)
ความสัมพันธ์ด้านราคาระหว่างตะกั่วสองประเภทนี้ไม่ได้วิ่งขนานกันตลอดเวลา เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านต้นทุนแปรสภาพและข้อบังคับที่ต่างกัน: [1, 2]
หัวข้อเปรียบเทียบ [1, 2, 3, 4, 5]
ตะกั่วบริสุทธิ์ 99.97% (Primary Lead)
ตะกั่วรีไซเคิล (Secondary Refined Lead)
แหล่งที่มาหลัก
ขุดจากเหมืองแร่ดิบ (มักได้พ่วงมากับเหมืองสังกะสีและเงิน)
แปรสภาพจากแบตเตอรี่เก่า (ULABs) และเศษโลหะ
สัดส่วนในตลาดโลก
ประมาณ 37.35% ของอุปทานทั้งหมด
สูงถึง 62.65% (เป็นอุปทานกระแสหลักของโลก)
โครงสร้างต้นทุน
อิงกับค่าธรรมเนียมถลุงแร่ (TCs) และราคาพลังงานเหมือง
อิงกับ ราคาเศษซาก (Scrap Lead Price) และค่าจัดการสิ่งแวดล้อม
พฤติกรรมราคา
เป็นราคาอ้างอิงตรงกับกระดาน LME Cash Price
มักซื้อขายโดยมี ส่วนลด (Discount) หรือ ส่วนต่าง (Premium) พ่วงท้าย
กลไกการขับเคลื่อน
ขยับตามดัชนีเศรษฐกิจมหภาคและปริมาณสำรองในคลัง LME
ขยับตาม "อัตราการส่งคืนแบตเตอรี่เก่า" และกฎหมายโรงหลอม
ข้อสังเกตเชิงกลยุทธ์: ปัจจุบันโรงหลอมตะกั่วรีไซเคิลเผชิญภาวะ "ต้นทุนวัตถุดิบ (เศษแบตเตอรี่) สูงเกินไป" เนื่องจากโรงงานแย่งกันซื้อเศษซาก ส่งผลให้บางช่วงราคาตะกั่วรีไซเคิล (Secondary) ขยับเข้าใกล้หรือกดดันราคาตะกั่วบริสุทธิ์ (Primary) จนโรงหลอมรีไซเคิลสูญเสียอัตรากำไร (Smelter Losses) [1]
2. สถิติและการเคลื่อนไหวของค่าส่วนต่างราคา (Premium) ในภูมิภาคเอเชีย
ค่าพรีเมียม (Premium) คือเงินส่วนเพิ่มที่ผู้ซื้อในตลาดจริง (Physical Market) ต้องจ่ายท็อปอัพจากราคากลาง LME เพื่อเป็นค่าขนส่ง ประกันภัย และค่าจัดหาในแต่ละพื้นที่: [1, 2]
การเปิดตัวดัชนี CIF เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: จากข้อมูลของ Shanghai Metals Market (SMM) ระบุว่า ดีมานด์โลหะตะกั่วบริสุทธิ์สูงกว่าหรือเท่ากับ 99.99% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้มีการจัดทำดัชนีค่าพรีเมียมรูปแบบ CIF (Cost, Insurance, and Freight) เจาะจงสำหรับแท่งตะกั่วที่ส่งออกจากประเทศ เวียดนาม และ มาเลเซีย เพื่อสะท้อนราคาซื้อขายจริงในอาเซียน
ส่วนต่างราคาระหว่าง LME และ SHFE (Cross-Market Arbitrage):โดยปกติแล้ว ตลาดเซี่ยงไฮ้ (SHFE) มักจะมีราคาพรีเมียมที่สะท้อนความต้องการในจีนแผ่นดินใหญ่ หากราคาฝั่ง SHFE พุ่งสูงกว่า LME อย่างมีนัยสำคัญ (Positive Arbitrage) จะเป็นตัวดึงดูดให้เกิดการส่งออกตะกั่วจากคลัง LME ในเอเชียไปยังประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งเอเชียแปซิฟิกภาพรวม สัญญาส่งมอบทันที (LME Lead Cash) ยังคงมีลักษณะเป็น Contango (ราคาส่งมอบทันทีถูกกว่าราคาส่งมอบล่วงหน้า 3 เดือน) อยู่ประมาณ -9.50 ถึง -26.50 ดอลลาร์สหรัฐ แสดงว่าอุปทานตะกั่วในคลังสินค้าฝั่งเอเชียภายนอกจีนยังมีปริมาณเพียงพอรองรับการส่งมอบระยะสั้น [1, 2, 3, 4, 5]
สรุปคำแนะนำสำหรับการบริหารต้นทุน:
หากคุณเป็นผู้จัดซื้อหรือผู้ผลิตที่ต้องใช้ตะกั่ว ควรหันมาจับตา ดัชนีราคาเศษซาก (Lead Scrap/ULABs) ควบคู่ไปกับ กระดาน LME เนื่องจากกฎระเบียบรีไซเคิลใหม่ๆ จะทำให้ราคาตะกั่วหน้าโรงงานในเอเชียผันผวนตามปริมาณเศษแบตเตอรี่ในท้องตลาดมากกว่าการเคลื่อนไหวของเหมืองแร่ปฐมภูมิครับ


