Share

เกร็ดความรู้ Wood Pellets แหล่งเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่ออนาคค (Green Energy, Waste Management Energy, Carbon Credit

Last updated: 27 Nov 2025
25 Views

Wood Pellets : เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด 

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Biomass Pellets)
เพราะพลังงานจากฟอสซิลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็วและมีการคาดการณ์ว่าจะหมดลงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า อีกทั้งส่งผลกระทบต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) ทำให้เกิดความพยายามที่จะค้นหาวิธีหรือแหล่งพลังงานอื่น ๆ มาใช้แทน โดยพลังงานทดแทนอีกรูปแบบหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและมีต้นทุนต่ำ คือ พลังงานจากชีวมวล ที่อยู่ในรูปของชีวมวลอัดเม็ดหรือเชื้อเพลิงอัดเม็ด (Biomass Pellets) ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายทั้งในรูปของพลังงานความร้อนภายในที่พักอาศัย ใช้เพื่อผลิตไอน้ำ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากระบบหม้อต้มไอน้ำ เป็นต้น

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด คืออะไร
เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด คือ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อชีวมวล ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เหง้ามันสำปะหลัง ฟางข้าว ซังข้าวโพด เศษไม้เหลือใช้ ขี้เลื่อย แกลบ ชานอ้อย กาบมะพร้าว หญ้าเนเปียร์ ฯลฯ มาอบไล่ความชื้น บดให้มีชนาดเล็ก แล้วนำเข้าเครื่องอัดเป็นแท่งชีวมวล ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ดที่มีลักษณะเป็นแท่งกลม มีความหนาแน่นสูงเพื่อการขนส่ง (ความหนาแน่นประมาณ 650-700 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีปริมาตรต่ำลง แต่ให้พลังงานความร้อนสูงขึ้น สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงได้ เนื่องจากสารอินทรีย์เหล่านี้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานได้อย่างไม่จำกัด โดยในปัจจุบัน เชื้อเพลิงอัดเม็ด นี้มีการผลิตในหลากหลายรูปแบบ

ประเภทของเชื้อเพลิงอัดเม็ด
เชื้อเพลิงอัดเม็ดหรือ ชีวมวลอัดเม็ดสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งประเภท อาทิ

ประเภทของเชื้อเพลิงอัดเม็ดตามชีวมวลที่ใช้ในการผลิต คือ ชีวมวลอัดเม็ดประเภททำจากไม้และชีวมวลอัดเม็ดประเภทไม่ได้ทำจากไม้ เป็นต้น
ประเภทของเชื้อเพลิงอัดเม็ดตามแหล่งที่มา คือ ชีวมวลอัดเม็ดจากของเสียภาคอุตสาหกรรม ชีวมวลอัดเม็ดจากพืชพลังงาน ชีวมวลอัดเม็ดจากเศษอาหารชีวมวลอัดเม็ดจากเศษเหลือจากการเกษตรชีวมวลอัดเม็ดจากไม้แปรรูป เป็นต้น
ประเภทของเชื้อเพลิงอัดเม็ดตามการนำไปใช้ประโยชน์ คือ ชีวมวลอัดเม็ดสำหรับการทำความร้อนในอุตสาหกรรมชีวมวลอัดเม็ดสำหรับการทำความร้อนในที่อยู่อาศัยชีวมวลอัดเม็ดสำหรับการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
คุณสมบัติและขนาดของเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด
เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด มักมีคุณสมบัติดังนี้

ส่วนใหญ่อยู่ในรูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6-1.2 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร
มีความหนาแน่นสูงมากราว 650-700 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
มีค่าความร้อนสูงราว 3,800-4,300 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม
มีค่าความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 10
มีขี้เถ้าต่ำกว่าร้อยละ 3
มีปริมาณกำมะถันต่ำ
องค์ประกอบของชีวมวล
องค์ประกอบของเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่เผาไหม้ได้ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ สารระเหยและคาร์บอน
ส่วนที่เผาไหม้ไม่ได้ หรือ เถ้า ที่เกิดหลังชีวมวลถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์แล้ว ชีวมวลแต่ละประเภทจะมีสัดส่วนของปริมาณเถ้าที่แตกต่างกัน
ความชื้น เกิดจากปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ในชีวมวล


** กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด
กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด มีดังนี้

*กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ คือ การเตรียมวัตถุดิบให้มีขนาดเหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการอัดเม็ดด้วยการสับหยาบหรือสับละเอียด
* กระบวนการลดความชื้น คือ การลดความชื้นของวัตถุดิบเพื่อให้วัตถุดิบมีความชื้นที่เหมาะสมกับกระบวนการอัด โดยความชื้นของวัตถุดิบควรอยู่ที่ร้อยละ 10 สูงสุดไม่เกินร้อยละ 20
*กระบวนการบดละเอียด คือ การนำวัตถุดิบที่ผ่านการอบไล่ความชื้นมาคัดกรองเอาก้อนหินหรือโลหะที่อาจปนเปื้อนมากับวัตถุดิบออกเพื่อป้องกันความเสียหายและการสึกหรอของเครื่องบด เครื่องย่อย และเครื่องอัดเม็ด
* กระบวนการผสม คือ การผสมวัตถุดิบที่ใช้ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปให้เข้ากัน
* กระบวนการอัด คือ การขึ้นรูปวัตถุดิบให้เป็นเม็ด โดยกำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตามความต้องการ
* กระบวนการระบายความร้อน คือ การระบายความร้อนให้กับเชื้อเพลิงชีวมวลที่ขึ้นรูปเป็นเม็ดแล้ว ทำให้เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด เย็นตัวลง ช่วยให้เม็ดเชื้อเพลิงชีวมวลมีความแข็ง คงรูป และคงทน
* กระบวนการคัดขนาดและกระบวนการบรรจุ คือ การคัดกรองขนาดเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวล อัดเม็ดที่ไม่ได้มาตรฐานออก จากนั้นจึงบรรจุเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือชีวมวลอัดเม็ด ในบรรจุภัณฑ์


*การใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด
***เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในรูปของพลังงานความร้อนภายในที่พักอาศัยหรือเพื่อผลิตไอน้ำ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากระบบหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ดนี้สามารถใช้ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงจากเดิม อีกทั้งยังมีค่าความร้อนสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่น้อยกว่า

***เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดกับประเทศไทยในปัจจุบัน
ในต่างประเทศ มีการใช้เชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ดมานานหลายสิบปีแล้วทั้งในการให้พลังงานความร้อนจากเตาผิง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ สำหรับในประเทศไทย เชื้อเพลิงชนิดนี้เพิ่งจะได้รับความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ประกอบการสนใจที่จะลงทุนในด้านนี้มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีชีวมวลที่เกิดขึ้นภายหลังการเก็บเกี่ยว เช่น แกลบ ฟางข้าว ใบอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม ทะลายมะพร้าว กาบมะพร้าว กะลามะพร้าว เศษไม้ยางพารา และเศษเหลือใช้ทางการเกษตรหลากหลายชนิดที่สามารถนำไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ดได้ อย่างไรก็ตาม ในภาคการผลิตยังมีข้อจำกัดด้านเครื่องจักรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการบางรายที่งดัดแปลงหรือผลิตเครื่องจักรเองก็ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ยังต้องเรียนรู้จากต่างประเทศอีกมาก ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ ชีวมวลอัดเม็ดจะเติบโตขึ้นอีกมากจากการส่งเสริมการใช้ชีวมวลภายในประเทศจากนโยบายลดการใช้ถ่านหิน และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน
 

----

SPEC คร่าวๆ มาตราฐาน SPEC ของ Wood Pellets

Wood Pellets หรือ ชีวมวลอัดแท่ง เป็นนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวมวล ในรูปเชื้อเพลิงแข็ง (Solid-Fuels) ผลิตจากไม้เนื้อแข็ง จากสวนป่าปลูกของเกษตรกร (Farmed-Trees) ภายใต้แนวทางการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับมาตรฐานจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ในระดับนานาชาติ ซึ่งให้ค่าพลังงานความร้อนสูงเพื่อเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ที่สะอาด ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล (Fossil-Energy) ซึ่งลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ตอบสนองการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ของภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์
คุณสมบัติเบื้องต้น
1. ค่าความร้อน : 4,000 4,300 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม
2. ขี้เถ้า : 4% (โดยน้ำหนัก)
3. ความชื้น : 8% ±3% (โดยน้ำหนัก)
 

----

ทิศทางการใช้งาน Wood Pellets ในไทย 

Wood pellet หรือ ชีวมวลอัดแท่งในไทยถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อผลิตความร้อนและไฟฟ้า โดยใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติที่เผาไหม้ได้นาน ให้พลังงานสูง และเป็นทางเลือกพลังงานที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงแบบเดิม เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และสอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน 
 
การใช้งานหลักในประเทศไทย
โรงงานอุตสาหกรรม: ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานความร้อน เพื่อผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิตต่างๆ
โรงไฟฟ้า: ใช้ในระบบหม้อต้มไอน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผสมชีวมวล 
 
ข้อดีในการใช้งาน
ประหยัดต้นทุน: มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงพาณิชย์บางชนิด
พลังงานสูง: ให้พลังงานความร้อนสูงและเผาไหม้ได้นาน
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเชื้อเพลิงทั่วไป และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 
 
แนวโน้มในอนาคต
มีโอกาสที่จะถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานทดแทนของประเทศ
อุตสาหกรรมผลิต wood pellet ในไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอนาคต 
 
 * Wood Pellets เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานอุตสาหกรรม 
 
เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่มีโอกาสถูกใช้แพร่หลาย ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า แทนการใช้พลังงานจาก ฟอสซิล ซึ่งไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


Related Content
Carbon Credit คืออะไร ใช้งานอย่างไร และ ส่งผลต่อภาพธุรกิจอย่างไร ?
คาร์บอนเครดิตคือ สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือจากการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถวัดปริมาณได้ในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (\(tCO_{2}e\)) สิทธินี้สามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนเพื่อใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเกิดคาร์บอนเครดิต เกิดขึ้นจากโครงการที่ช่วยลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น: โครงการพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมโครงการปลูกป่า: การเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โครงการจัดการของเสีย: การนำขยะมาผลิตเป็นพลังงานการผลิตแบบ Low-Carbon: การปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การซื้อ: องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าที่กำหนดจะซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่เกินการขาย: องค์กรที่ดำเนินโครงการแล้วสามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ จะได้คาร์บอนเครดิตไปขายตลาดคาร์บอน: มี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ตลาดภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market): ดำเนินการตามกฎหมาย เช่น โดยรัฐบาลหรือสหประชาชาติตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market): ดำเนินการโดยองค์กรเอกชน เช่น องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่ดูแลโครงการ T-VER ในประเทศไทย
30 Nov 2025
RDF (เชื้อเพลิงชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้และขยะ): เชื้อเพลิง RDF คืออะไร และ ทำประโยชน์อะไรกับ Green Energy ได้บ้าง
Refuse Derived Fuel : RDF โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า เชื้อเพลิงขยะ แต่สำหรับคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนช. เรียกว่า ก้อนเชื้อเพลิงขยะ และได้มีการพิจารณาศึกษา RDF ซึ่งเป็นประโยชน์กับการจัดการขยะชุมชน รวมทั้งขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ขยะอันตราย ซึ่งมีการทิ้งปะปนกันจนแยกออกได้ยาก จึงขออนุญาตสรุปเนื้อหาของผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการพร้อมแนวคิดจากประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการขยะแบบไทยๆ ดังนี้ การผลิต RDF เป็นแนวทางที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรป เช่น เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ ฯลฯ ทั้งขยะใหม่และขยะเก่าที่ตกค้างในบ่อฝังกลบ สามารถนำมาผลิต RDF ได้ดี การผลิต RDF สามารถทำได้โดยเทคโนโลยีคนไทย เครื่องจักรผลิตในไทย ไปจนถึงการนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงจากต่างประเทศในกรณีที่ต้องการผลิตจำนวนมากๆ ตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป เมื่อปี พ.ศ. 2557 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ศึกษาพื้นที่ศักยภาพเบื้องต้นว่า มีการผลิต RDF ไม่น้อยกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ จากการสำรวจพื้นที่ผลิต RDF 21 แห่ง ใน 15 จังหวัด พบว่ามีการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสู่ชุมชน 570 ล้านบาท สามารถคืนทุนได้ในเวลา 10-13 ปี ราคาขายของ RDF เริ่มต้นตันละ 500-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและค่าความร้อนของ RDF (ปกติอยู่ระหว่าง 3,000-5,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม) ปัญหาของการผลิต RDF ก็คือ ตลาด ซึ่งมีผู้ซื้อน้อยราย ความต้องการใช้ RDF น้อยกว่าปริมาณที่มีการผลิต อีกทั้งจุดรับซื้อมีเพียงไม่กี่จุดทั่วประเทศ เท่าที่มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ จากการที่มีการผลิต RDF จากบ่อฝังกลบและจากขยะใหม่ในปริมาณมาก RDF จึงล้นตลาดจนราคาซื้อขายไม่คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงขยะส่วนใหญ่ก็มีภาระในการจัดการขยะตามสัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อราคาตํ่ามากๆ ทำให้เชื้อเพลิง RDF ถูกนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น สมาคมการค้าพลังงานขยะ จึงได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ให้มีการสนับสนุนยกระดับเชื้อเพลิงขยะให้เป็นเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดธุรกิจการค้าที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมกันนี้ทางสมาคมการค้าพลังงานขยะ ยังได้มีเสนอแนวทางการจัดประเภทของ RDF ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย เพื่อสะดวกต่อการส่งเสริมของภาครัฐและสามารถกำหนดราคาซื้อขายได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ประเภท กระบวนการผลิตเชื้อเพลิง (Method of Manufacture) กลุ่มลูกค้าที่ใช้ RDF RDFRDF – 1 RDF เกรดพรีเมียม (Solid Recovered Fuel : SRF) ผ่านการย่อย-คัดแยกชนิด และขนาดด้วยเครื่องจักร มีขนาด RDF 50-100 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม RDF – 2 RDF คุณภาพสูง ผ่านเครื่องย่อย-คัดแยกชนิดและขนาด RDF มีขนาด 90-150 มิลลิเมตร ค่าความร้อนสูง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และเป็นเชื้อเพลิงเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล RDF – 3 RDF คุณภาพปานกลาง ผ่านการย่อยและคัดแยกเบื้องต้น ขนาด RDF 200-300 มิลลิเมตร ค่าความร้อนปานกลาง-สูง โรงไฟฟ้าขยะทั่วไป RDF – 4 RDF จากบ่อฝังกลบ ผ่านการร่อนด้วยเครื่องจักร แยกดินออก RDF มีขนาดใหญ่เล็กตามสภาพ ต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพก่อนใช้เป็นเชื้อเพลิง ลูกค้าที่มีระบบปรับปรุงคุณภาพขยะ ขอยกตัวอย่างบทสรุปจากสมุดปกขาว “เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทางออกของการจัดการขยะชุมชน” 1. โรงงานปูนซีเมนต์ทั้ง 4 แห่งในประเทศไทย ที่รับซื้อ RDF ในพื้นที่มีไม่ทั่วถึงเพียงพอที่จะรับขยะชุมชน 2. ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ไม่มีโรงงานปูนซีเมนต์ตั้งอยู่ 3. ราคาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล มีผลต่อราคาและการรับซื้อ RDF 4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ ไม่รู้วิธีการผลิต RDF ให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ได้ราคาดี 5. รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/ชุมชนผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF ที่มีคุณภาพโดยผ่านการทำสัญญาแบบ Supply Chain ในระยะยาว และสร้างระบบประกันคุณภาพและราคาขาย รวมทั้งค่าขนส่งสามารถปรับตามราคาเชื้อเพลิง 6. การผลิต RDF มุ่งเน้นการกำจัดขยะที่ตกค้างและเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบ ควรใช้เป็นโอกาสให้มีผลต่อการคัดแยกขยะ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยในอนาคต 7. การผลิต RDF มีผลประโยชน์ร่วมหลายด้าน เช่น ลดปัญหานํ้าเสีย การแพร่ระบาดของโรค สร้างรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ได้พื้นที่ขยะที่ฝังกลบหรือกองทิ้งมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดความขัดแย้ง และเป็นการร่วมกับประชาคมโลกในการลดภาวะโลกร้อน “ขยะไม่ใช่ทอง แต่เป็นของเสียที่ต้องช่วยกันกำจัด” RDF 3: Recycling Energy
24 Nov 2025
Renewable Energy from Waste to Value (Green Energy) กะลามะพร้าวจากเศษขยะไม่มีค่าสู่ พลังงานชีวภาพ ช่วยลดภาระ มลภาวะสิ่งแวดล้อม
ถ่านกะลามะพร้าว จากมะพร้าว ที่หลายคนใช้ในการผลิตหลายๆอย่าง ไม่ว่าเนื้อมะพร้าวทำเป็นน้ำมันมะพร้าว เป็นกะทิ ใยก็นำไปทำเตียงนอน น้ำมะพร้าวก็แสนอร่อย เนื้อมพร้าวก็นำมาทำขนม กะลามะพร้าวนำไปผลิตเป็นกระบวย ตักน้ำดื่ม คุณประโยชน์จากกะลามพร้าวเป็นที่รู้ จักกันมาอย่างแพร่หลาย แทบบอกได้เลยว่าทุกส่วนของกะลามะพร้าว สามารถที่ จะนำมาใช้ประโยชน์ได้เสมอ - แนวความคิดของเราจะในมาใช้ในส่วนผลิตเป็นพลังงานทดแทน ในอนาคตซึ่งถ่าน จะขาดแคลนเนื่องจากป่าไม้มีจำนวนน้อยลงไปทุกที เรามาดูกันนะครับว่าเราจะผลิต ถ่าน จากกะลามะพร้าวกันได้อย่างไร ?? - เปลือกที่เราทำเป็นถ่านกันบ้าง ทำจากเศษกะลาที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม หลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น โรงงานทำกระทิสำเร็จรูป โรงงานผลิตกระทิส่ง ตลาดสด แม้แต่โรงงานผลิตวุ้นมะพร้าว เศษกะลาจำนวนมากนี้ก่อปัญหาให้ทาง โรงงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีปริมาณมาก ไม่มีที่ทิ้ง หรือจัดเก็บเพื่อการทำลาย , การใช้กะลามะพร้าวมาเผาทำเป็นแหล่งพลังงานจัดว่าเป็นการลดมลภาวะช่วยโลก และ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Green / Circular Economy) - กะลามะพร้าวที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง จากนั้นนำกะลาที่ได้ไปผ่านตะแกรง ร่อนให้เหลือเพียงแต่ชิ้นกะลาล้วนๆ เพื่อให้ได้ชิ้นกะลามะพร้าวที่มีคุณภาพสำหรับ ผลิตถ่านกะลาคุณภาพดี : เป็นรูปชิ้นกะลามะพร้าวที่ผ่านการเผาเป็นเรียบร้อยแล้ว และผ่านการร่อนจนเหลือเพียงแต่ชิ้นกะลาเท (จากกะลา 100% หลังจากที่ผ่านการเผาแล้วจะเหลือถ่านกะลาเพียงแค่ 20% เท่านั้น) - วัตถุดิบถ่านกะลามะพร้าว นำมาผ่านเครื่องบด เครื่องอัด โดยพิจารณาส่วนผสม ที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สินค้าถ่านอัดแท่งที่มีคุณภาพมากที่สุด เพื่อให้ได้ถ่านอัดแท่งที่มีคุณภาพพร้อมที่จะส่งออกไปสู่ต่างประเทศ ให้สินค้าไทย ก้าวไปให้ไกลยังต่างประเทศไห้ได้มากที่สุด - หลังจากที่ผ่านเครื่องอัดกำลังสูงออกมาแล้ว สินค้าที่ไ้ด้ ทางเราต้องนำสินค้าถ่านอัดแท่ง เข้าเตาอบ เพื่อลดความชื้นภายในเนื้อถ่าน เพื่อให้ถ่านที่ส่งเข้าสู่ตลาดมีคุณภาพดีที่สุด ค่าความร้อนสูง ค่าความชื้นน้อยที่สุด เตาอบถ่านเราใช้เวลาอบนานถึง 3 วันเพื่อใ้้ห้ความชื้นในเนื้อถ่านน้อยที่สุด - ถ่านที่นำออกมาจากเตาอบ ที่ใช้เวลาอบนานมากถึง 3 วันเพื่อให้แน่ใจว่า ภายในเนื้อถ่านอัดแท่งจากกะลามะพร้าวจะมีความชื้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ - หลังจากที่ถ่านไม่มีความร้อน ไม่มีความชื้นเรียบร้อยแล้ว ทางเราจะตัดแท่งก้อน ถ่านให้ได้ตามขนาดตามที่ลูกค้าสั่งมา ส่วนการบรรจุขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าต้องการการ บรรจุแบบได ขนาดความยาวเท่าไร ซึ่งเป็นไปตามลูกค้าสั่งเสมอ และนำลงบรรจุเพื่อทำการส่งมอบ ให้ลูกค้าต่อไป - การขนส่งสินค้า ส่งมอบให้ลูกค้าที่ท่าเรือ เพื่อที่จะบรรจุเข้าตู้คอนเทรนเนอร์ ตามวันที่ลูกค้ากำหนด นะครับ เราจะขนส่งโดยใช้รถสิบล้อ ขนส่งจากโรงงาน ไปเข้าตู้สินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ หรือจุดนัดพบลูกค้า ตามแต่ลูกค้าได้สั่งนะครับ เราคำนึงถึงเวลาในการส่งสินค้าให้กับลูกค้าเสมอครับ ข ขั้นตอนการบรรจุสินค้าเข้าตู้ ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากว่าเราเข้าใจลูกค้าว่าต้องการบรรจุลงตู้ให้ได้มากที่สุด ทางเราจะจัดเรียงให้ แน่นที่สุดเพื่อให้บรรจุสินค้าเข้าตู้ได้มากที่สุดด้วย -ทุกขั้นตอนตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบจนถึงการขนส่งไปถึงมือลูกค้าเป็นสิ่งที่ทาง SO OK TRADING เราให้ความสำคัญเสมอมา --------- Product Testing Specification Moisture = 6.4% Volatile Matter = 17.2% (18.4% at moisture free basis) Fixed Carbon = 73% (78.0% at moisture free basis) Ash = 3.4% (3.6% at moisture free basis) Sulfur = 0.0% (0.0% at moisture free basis) Heating Value = 6,870 kcal/kg. (7,340 kcal/kg at moisture free basis) Density = 970 kg/m3 High Quality Pure Coconut CHARCOAL Testing Specification Moisture = 7.1%-7.8% Volatile Matter = 13.0%-13.5% Fixed Carbon = 81.0%-83.0% Ash = 3.7%-7.7% Sulfur = 0.0% Heating Value = 7,100-7,300 kcal/kg Density = N/A
24 Nov 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Compare product
0/4
Remove all
Compare
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy